ตลาดทุนที่บิดเบี้ยว: เมื่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเอาเปรียบประชาชน

บทความรับเชิญ โดยคุณ “ใต้ภูเขาน้ำแข็ง”

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อสะท้อนปัญหาบางประการในตลาดทุนไทย กระบวนการยุติธรรม ระบบกำกับดูแลวิชาชีพบัญชี ตลอดจนบทบาทของสถาบันการเงินต่อการทุจริตในบริษัทจดทะเบียน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและประชาชน

จากการพูดคุยกับผู้มีประสบการณ์ในแวดวงการเงินและตลาดทุน รวมถึงการรับฟังมุมมองเกี่ยวกับรูปแบบการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในบริษัทจดทะเบียนหลายกรณี ทำให้เห็นภาพว่า หากเปรียบเทียบกับบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ ระบบกฎเกณฑ์ การกำกับดูแล และกลไกตรวจสอบของไทยยังมีช่องว่างอยู่อีกมาก

ปัญหาสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการปลูกฝังให้ “คนดี” ผ่านการอบรมหรือการท่องจำหลักจริยธรรมเท่านั้น แต่คือการขาดการออกแบบระบบ governance ที่มีประสิทธิภาพ มี check and balance ที่แท้จริง และมีบทลงโทษที่ชัดเจนพอจะยับยั้งการกระทำที่ไม่เหมาะสม

มีบางกรณีที่ไม่สามารถระบุชื่อหรือรายละเอียดได้ เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน แต่ข้อสังเกตที่น่ากังวลคือ ในบางบริษัท แม้จะรายงานว่ามีกำไรจำนวนมาก กลับประสบปัญหาสภาพคล่องจนไม่สามารถชำระภาษีได้ตามกำหนด และต้องขอผ่อนชำระภาษีในช่วงปลายปี เรื่องลักษณะนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้ผู้ตรวจสอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจัง

อีกประเด็นหนึ่งคือการดำเนินธุรกรรมระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูกจำนวนมาก ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายผลประกอบการ ต้นทุน หรือเงินทุน เพื่อทำให้ฐานะทางการเงินของกิจการดูดีเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทลูกบางแห่งไม่ได้อยู่ภายใต้ผู้สอบบัญชีรายเดียวกับบริษัทแม่ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ข้อมูลบางส่วนจะไม่ถูกเชื่อมโยงตรวจสอบอย่างครบถ้วน

ในทางปฏิบัติ วิธีการตรวจสอบสินค้าคงเหลือแบบ sampling ก็มีข้อจำกัด หากกระบวนการตรวจไม่เข้มงวดพอ เช่น มีการแจ้งรายการสินค้าที่จะเข้าตรวจก่อนล่วงหน้า บริษัทที่ต้องการปกปิดความจริงก็อาจเตรียมการเฉพาะหน้าได้ง่าย การตรวจสอบจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การนับสินค้าตามจุดที่กำหนดเท่านั้น แต่ควรพิจารณาหลักฐานประกอบอื่นด้วย เช่น เอกสารซื้อขาย เส้นทางการขนส่ง ภาพจากกล้องวงจรปิด และความสอดคล้องของข้อมูลในระบบ

ประเด็นเรื่องสภาพคล่องก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะในหลายกรณี การพิจารณาเพียง bank statement ณ วันสิ้นงวดอาจไม่เพียงพอ หากต้องการตรวจสอบอย่างแท้จริง ควรดูการเคลื่อนไหวของเงินย้อนหลัง วิเคราะห์รูปแบบกระแสเงินสด และพิจารณาว่าสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกินความสามารถของผู้ตรวจสอบ หากแต่ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดและความตั้งใจในการทำหน้าที่

เมื่อเกิดกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยอาจได้รับความเสียหายจากข้อมูลที่ไม่สะท้อนความจริง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตั้งคำถามต่อมาตรฐานจรรยาบรรณของผู้สอบบัญชี และบทบาทขององค์กรกำกับวิชาชีพว่าได้ทำหน้าที่อย่างเพียงพอหรือไม่ ระบบที่อาศัยเพียงคำประกาศว่า “มีจรรยาบรรณ” โดยไม่มีการพิสูจน์ผ่านการบังคับใช้กฎอย่างจริงจัง ย่อมไม่เพียงพอในสังคมที่ความเสียหายจากความล้มเหลวหนึ่งครั้งอาจกระทบคนจำนวนมาก

นอกจากประเด็นผู้สอบบัญชีแล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินก็เป็นอีกจุดที่ควรถูกทบทวนอย่างจริงจัง ในบางกรณี บริษัทอาจมีการโอนเงินระหว่างบริษัทในเครือเพื่อปรับแต่งภาพทางบัญชี หรือใช้วงเงินสินเชื่อผิดวัตถุประสงค์ หากพิสูจน์ได้ว่าสถาบันการเงินมีส่วนเอื้อ หรือเพิกเฉยต่อความผิดปกติที่ควรตรวจพบได้ ก็ควรมีคำถามถึงความรับผิดชอบที่มากกว่าปล่อยให้ภาระตกอยู่กับผู้บริหารบริษัทเพียงฝ่ายเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ในบางกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางธุรกรรมทางการเงิน เอกสารจากสถาบันการเงินซึ่งควรเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง กลับไม่ได้ถูกเรียกตรวจสอบอย่างครบถ้วน ทั้งที่เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สามารถยืนยันความเคลื่อนไหวของเงินได้โดยตรง ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ย่อมทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบ และความเสมอภาคในการเข้าถึงข้อเท็จจริงในระบบยุติธรรม

ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว หลักคิดของกฎหมายไม่ได้มุ่งเพียงลงโทษ “ผู้กระทำผิดโดยตรง” เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับผู้มีหน้าที่กำกับดูแลหรือผู้ที่อยู่ในฐานะต้องตรวจพบความผิดปกติด้วย

หากระบบไทยยังไม่พัฒนาไปสู่แนวคิดนี้อย่างจริงจัง ก็ย่อมเปิดช่องให้เกิดการใช้ “ความถูกต้องตามระเบียบ” มาเป็นเครื่องมือบังหน้า ทั้งที่สาระสำคัญแท้จริงอาจเป็นการเอื้อประโยชน์หรือปกปิดความเสี่ยงต่อสาธารณะ

ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่การมีคนไม่ดีในระบบ แต่คือการมีระบบที่อ่อนแอเกินไปต่อการรับมือกับคนไม่ดี กฎหมายจำนวนมากยังมีลักษณะ “วัวหายล้อมคอก” คือรอให้เกิดความเสียหายก่อนจึงค่อยออกมาตรการตามหลัง มากกว่าจะออกแบบเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น

สำหรับนักลงทุน บทเรียนสำคัญคือการประเมินความเสี่ยงของประเทศไทยต้องไม่ดูเพียงตัวเลขผลประกอบการหรือ valuation ของบริษัท แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของสถาบันกฎหมาย ระบบกำกับดูแล ความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ และอัตราการฟื้นตัวเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันด้วย ประเทศที่ระบบยุติธรรมอ่อนแอและการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ ย่อมสมควรถูกสะท้อนผ่าน risk premium ที่สูงขึ้น

ตราบใดที่ผู้บริหารบางส่วน หน่วยงานบางแห่ง และผู้มีหน้าที่ตรวจสอบบางราย ยังไม่ยึดถือความรับผิดชอบต่อสาธารณะอย่างแท้จริง ตลาดทุนไทยก็ยังคงเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด และผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ยังคงเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนจากความล้มเหลวของระบบต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว ตลาดทุนไม่ได้ต้องการเพียงบริษัทที่โปร่งใส แต่ต้องการระบบที่ทำให้ความไม่โปร่งใส “อยู่ไม่ได้” ต่างหาก เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่ได้เกิดจากคำประกาศของหน่วยงานกำกับ หรือคำรับรองของผู้ตรวจสอบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความมั่นใจว่าหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ระบบจะสามารถค้นหาความจริงและเรียกความรับผิดได้อย่างแท้จริง

ตลาดทุนไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว หากปราศจากความโปร่งใส และปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่การขาดคนเก่ง แต่คือการขาดผู้บริหารที่ยึดถือความโปร่งใสเป็นหลักในการตัดสินใจเชิงสถาบัน

เมื่อความโปร่งใสยังไม่ใช่มาตรฐานขั้นต่ำของระบบ คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “บริษัทใดจะล้ม” แต่คือ “ตลาดทุนไทยจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้เมื่อไร”

นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน