On Food and Weather (2)

(ความเดิมตอนที่แล้ว)

ก่อนจะไปเริ่มต้นชีวิตเด็กหอ ต่อให้เป็นเด็กที่ไร้ระเบียบโดยนิสัยมาแต่ไหนแต่ไร ไร้ความรอบคอบ ไม่ชอบวางแผน อยากทำอะไรก็ทำเลย – ต่อให้เป็นเด็กแบบนี้ ก็ไม่ใช่ไม่เคยคิดนะว่า จะเจอ ‘อาหาร’ แบบไหนในโรงเรียน แล้วฉันจะกินมันได้ไหม

แต่คิดแว้บเดียวก็เลิก เข้าข้างตัวเองว่าคุ้นเคยกับอาหารเมกันอยู่แล้ว เวลาพ่อแม่พาบินไปเยี่ยมน้าทีไร ก็จะได้กินสเต็ก กุ้งย่าง นั่นนี่โน่นแสนอร่อย ส่วนอาหารพวกฟาสต์ฟู้ดก็โอเค บางยี่ห้อก็อร่อยใช้ได้เลย ตอนที่แม็คโดนัลด์มาเปิดเมืองไทยใหม่ๆ สมัยประถม ยังชวนเพื่อนโดดเรียนไปอุดหนุนสาขาแรกในห้างโซโก้ (อัมรินทร์พลาซ่าปัจจุบัน) เพราะร้านอยู่ใกล้โรงเรียนมาก (ß นี่คือจะเล่าเรื่องโดดเรียนบ่อยๆ ทำไมนะ สงสัยจะมีปมไม่ใช่น้อยที่พอไปเมกาแล้วโดดเรียนไม่ได้อีกต่อไป ถถถ)

มั่นใจในตัวเองด้วยแหละว่าเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย กินอะไรก็ได้ไม่เรื่องมาก จนพ่อแม่แซวว่า ‘ลิ้นจระเข้’ เพราะหลายอย่างที่คนอื่นกินแล้วเบ้ปาก ฉันกินแล้วยักไหล่ตอบว่า พลล. (ย่อมาจาก พอแหลกล่าย)

แต่พอไปเจอโรงอาหารโรงเรียนประจำ ภาพจำของ ‘อาหารเมกัน’ ในหัวก็ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ

อะ มาดูเมนูปกติที่นักเรียนทุกคนต้องได้กินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งกันดีกว่า

1. BLT

นี่คือแซนด์วิช ชื่อของมันย่อมาจาก bacon, lettuce, tomato เด็กห้าขวบก็ทำกินเองได้ แค่เอาขนมปังสองแผ่นมาประกบกันแล้วยัดเบคอน ผักกาด กับมะเขือเทศฝานไว้ตรงกลาง ไม่ต้องใช้ ‘ฝีมือ’ ใดๆ ที่สูงกว่าทักษะการหั่นผักกาดให้พอดีกับขนาดขนมปัง

จริงๆ ถ้าพ่อครัวหรือโรงเรียนใส่ใจเสียหน่อย จะทำให้มันออกมาอร่อยก็พอได้ เช่น ถ้าใช้ขนมปังปิ้งร้อนๆ เบคอนมันเยิ้มๆ ผักกาดสดสะอาด และมะเขือเทศกรอบอร่อย 

แต่เปล่าเลย สิ่งที่เราได้เป็นปกติคือขนมปังขาวซีด วิญญาณเบคอนนอนเบียดอยู่กับวิญญาณมะเขือเทศและผักกาดเหี่ยวๆ อย่างเศร้าสร้อยหงอยเหงา

คิดดูว่ามันจะอร่อยไหม แต่นี่แหละ อาหารที่ได้กินบ่อยที่สุด

ถ้ามีนักเรียนขอห่ออาหารกลางวันออกไปกินข้างนอก เจ้า BLT นี่ก็เป็นตัวเลือกต้นๆ

2. chicken finger

นี่คือเนื้อหน้าอกไก่ชุบแป้งทอด แต่อย่าไปเทียบกับไก่ในร้านเคเอฟซี เชสเตอร์กริล หรือร้านไหนๆ ที่คนไทยคุ้นเคย เพราะเจ้านี่ไม่น่าเรียกว่า ‘อาหาร’ ได้ ในโรงอาหารมันมักจะแบนแต๊ดแต๋และเย็นชืด รสชาติเหมือนกำลังกินกระดาษหนาหนึ่งปึก* มากกว่าเนื้อไก่ เราจึงขนานนามให้มันใหม่ว่า ‘ไก่กระดาษ’

*(ย้ำอีกทีว่า นี่คือคนที่ได้ชื่อว่า ‘ลิ้นจระเข้’ ตั้งแต่อยู่เมืองไทย)

โรงอาหารโรงเรียนเปิดทั้งวันระหว่างเวลา 7 โมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม เข้าไปหาอะไรกินได้ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ว่าจะมีอาหารทุกอย่างให้กินทุกเวลา สิ่งที่มีไม่เคยขาดไม่ว่าจะเดินเข้าโรงอาหารกี่โมงก็คือเจ้า chicken finger นี่แหละ

3. tortilla

อาหารเม็กซิกันที่กลายมาเป็นอาหารประจำชาติเมกัน (เพราะประเทศนี้มีคนเชื้อสายสเปนเยอะ) แต่ดันทำออกมาไม่อร่อยเหมือนต้นตำรับ ตอร์ติยาคือแป้งแผ่นรูปวงกลม โรงเรียนมักจะเอามาห่อเศษไก่ (ซึ่งนักเรียนก็มีทฤษฎีว่า มันคืออี chicken finger ที่เหลือจากมื้อเย็นวานนั่นแหละ!) ใส่ผักนั่นนี่นิดหน่อย ม้วนเป็นโรลห่อกิน รสชาติดีกว่าไก่กระดาษเล็กน้อย เพราะมันเป็นเศษไก่ที่ใส่ผักเข้ามาเพิ่มรสชาติ

มารู้ว่าสิ่งนี้จริงๆ อร่อยได้ขนาดไหน ก็ตอนที่ได้เข้าร้านอาหารเม็กซิกันชื่อดัง นานนับปีหลังจากที่จบจากโรงเรียนนี้ไปแล้ว

4. baked beans & pasta

baked beans คือถั่วขาวอบในซอสมะเขือเทศ อาหารกันตายอีกรายการ ส่วน pasta ก็คือพาสต้า ซึ่งในโรงอาหารมักจะเป็นเส้นสปาเกตตี้หมูสับราดซอสมะเขือเทศ

แล้วทำไมต้องเขียนถึงมันในข้อเดียวกัน? ก็เพราะพ่อครัวชอบเทซอสมะเขือเทศโครมใส่อาหารทุกชนิด จนรสชาติออกมาคล้ายกันไปหมด

5. baked cod

นี่คือเนื้อปลาค็อดอบ แต่อบยังไงให้จืดชืดได้ขนาดนี้ รสชาติดีกว่าไก่กระดาษเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งห้ารายการนี้คือเมนูปกติ เรากินแล้วต้องรีบทำใจให้ชินตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต้องทนกินไปสี่ปี แต่สิ่งที่คอยจรรโลงจิตใจก็คือสลัดบาร์ ซุ้มผลไม้ กับซุ้มของหวาน โดยเฉพาะวันที่มีแซนด์วิชไอศกรีม ขนมแสนอร่อยและสุดยอดนวัตกรรมเมกันที่ได้รู้จักในโรงอาหารนี้เอง

ด้วยความที่ของหวานทั้งหลายโดยเฉลี่ยแล้วอร่อยกว่าของคาวมาก นักเรียนจึงกรูกันเข้าไปตักของหวานก่อนเข้าแถวตักของคาว เพราะถ้าช้าหมดจะอดกิน

ทีนี้ ในเมื่อของหวานส่วนใหญ่เป็นเค้กหรือไอศกรีม ต้องรีบกินก่อนที่มันจะเละหรือละลาย ก็ทำให้หลายคนกินของหวานก่อนของคาวเป็นเรื่องปกติ

เราเลยได้นิสัยนี้ติดตัวมาจนโต กินอะไรก่อนหลังก็ได้ไม่ต่างกัน ไม่ต้องแยกแยะว่าไอ้นี่ของคาวต้องกินก่อน เจ้านั่นของหวานต้องรอทานทีหลัง

ขอแค่อร่อยเท่านั้นพอ

—–

เรื่องอาหารในโรงเรียนยังไม่พีคที่เมนูปกติ

ที่พีคสุดคือ ‘วันอาหารนานาชาติ’

นัยว่าโรงเรียนนี้ภูมิใจมากกับการมีนักเรียนต่างชาติทุกปี ฉันโอบรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เปิดกว้างทางวัฒนธรรม ฯลฯ จึงมีการสถาปนา ‘วันอาหารนานาชาติ’ ทุกเดือน เป็นโอกาสให้นักเรียนได้ลิ้มลองอาหารจากชาติอื่นที่ไม่ใช่เมกา

วิสัยทัศน์ล้ำเลิศเฉิดฉาย แต่ภาคปฏิบัติหล่นไปอยู่ก้นเหว เพราะคนปฏิบัติการยังคงเป็นลุงฮาโรลด์ พ่อครัวผิวหมึกพุงพลุ้ยคนเดิม ไม่ได้อิมพอร์ตเชฟมาจากไหน

ลุงฮาโรลด์ไม่เคยเดินทางออกนอกเมกา ดังนั้นพอถึง ‘วันอาหารนานาชาติ’ แกก็จะจินตนาการของแกเองว่า คนชาติอื่นเขากินอะไรกัน บ่อยครั้งแกจะใช้วิธีจับแพะชนแกะ ใส่ส่วนผสมที่แลดู ‘นานาชาติ’ เข้าไปในอาหารจานเดิมที่แกทำอยู่ทุกวี่วัน

ตัวอย่างผลงานอันโดดเด่นของลุงฮาโรลด์คือ ‘พิซซ่าเต้าหู้’ (tofu pizza) ประดิษฐ์ขึ้นเนื่องในวันเฉลิมฉลองอาหารจีน

รสชาติของมันก็แย่อย่างที่คุณคงจินตนาการได้นั่นแหละ เพราะมันคือการหั่นเต้าหู้ขาว เอาไปโปะบนพิซซ่าหน้าซอสมะเขือเทศ (ซอสเดิมที่ลุงฮาโรลด์ใช้ราดถั่วขาวอบ พาสต้า และอาหารอื่นๆ อีกไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์)

เพื่อนสองคนจากจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อเห็นสิ่งนี้ก็ชักสีหน้าเหยเก ถือถาดอาหารเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว คงคิดในใจว่า วันนี้ตรูยอมกินไก่กระดาษก็ได้

เพื่อนฝรั่งหัวทองเห็นดังนั้นก็รักษามารยาท ไม่มีใครเดินเข้ามาถามให้เจ็บช้ำน้ำใจว่า คนจีนกินอีพิซซ่าเต้าหู้นี่จริงๆ เหรอแก

ผลงานที่คงเส้นคงวาของลุงฮาโรลด์ทำให้หวั่นใจ ไม่อยากนึกถึงวันที่ชาติเป้าหมายของ ‘วันอาหารนานาชาติ’ จะวนมาถึงไทย

แต่จนแล้วจนรอด ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง

เพื่อนในหออ่านเมนูอาหารที่แปะบนบอร์ดแล้วเดินมาบอกตั้งแต่หัววันว่า นี่ ซ้ารี้นี วันนี้อาหารเย็นจะมี ไทย ฟิช ด้วยนะ

แค่ได้ยินชื่อก็สยองแล้ว Thai Fish เนี่ยนะ ทำไมถึงตั้งชื่อได้มักง่ายขนาดนี้

มันคืออะไร ลุงจะให้ฉันกินอะไร!!!

ตกเย็นไปโรงอาหาร หยิบถาดอาหารมาต่อคิว เห็นป้าย ไทย ฟิช อยู่ลิบๆ คนตักกันยกใหญ่ เป็นก้อนๆ อะไรสักอย่าง

เมื่อคิวมาถึงตัว เงยหน้าขึ้นมา ผู้ช่วยพ่อครัวยิ้มแฉ่ง ยื่นจานไปรับ ไทย ฟิช มาหนึ่งชิ้น

เออ ก็ดูไม่แย่นะ หน้าตาเหมือนปลาห่อใบตอง รู้สึกดีที่ลุงฮาโรลด์ (หรือใครสักคนในทีมแก) อุตส่าห์ไปซื้อใบตองมาห่อปลา แค่นี้ก็สมควรได้คะแนนความพยายามมากกว่าตอนที่ทำพิซซ่าเต้าหู้แล้ว 10 แต้ม

ยกถาดมานั่งที่โต๊ะอย่างอารมณ์ดี ค่อยๆ เปิดห่อใบตองออกมา

!!!

สิ่งที่นิ่งสงบอยู่กลางใบตอง ก็คือปลาค็อดอบหนึ่งท่อน

เมนูเดียวกันกับที่เราเพิ่งกินไปเมื่อวานจ้า

………

(ยืนไว้อาลัยให้กับโรงอาหารของโรงเรียนหนึ่งนาที)

ด้วยเหตุนี้เอง น้ำจิ้มไก่ตราแม่ศรีเรือนที่พกติดตัวไปจากเมืองไทย จึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่ามหาศาล เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

และผู้เขียนก็ได้ซาบซึ้งในบุญคุณของบะหมี่สำเร็จรูปหลากหลายยี่ห้อ ไว้ต้มกินตอนดึกๆ ในหอ ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ทนกับผลงานของลุงฮาโรลด์ได้ตลอดรอดฝั่งทั้งสี่ปี

Comments (1):

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *