พันธมิตรไทยของ Worldcoin ที่ดีเอสไอ(ยัง)ไม่แตะ?

นับจนถึงวันที่เขียนอยู่นี้ (กุมภาพันธ์ 2026) เกือบเจ็ดเดือนหลังจากที่ผู้เขียนเริ่มเขียนซีรีส์ #มหากาพย์นายหน้า ตอนแรก ในบรรดา 5 ประเด็นร้อนที่เราต้องจับตาต่ออย่างใกล้ชิดในปี 2026 ประเด็นที่ดูมี “ความคืบหน้า” ในแง่การสอบสวนของทางการมากที่สุด คือ การสอบสวนและดำเนินคดีสืบเนื่องจากการที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประกาศยกเลิก “MOU อัปยศ” ที่กระทรวงดีอีมุบมิบไปทำในเดือนมีนาคม ปี 2024 กับ Prime Opportunity Fund VCC กองทุนลึกลับจากสิงคโปร์ ซึ่งสุดท้ายก็ปรากฎชัดเจนว่า กองทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของ Capital Asia Investments (CAI) นิติบุคคลสิงคโปร์หลักที่นาย เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ใช้ในการเข้ามา “ลงทุน” เมืองไทย เพราะ จอร์จ ธาน (George Tan) ผู้บริหาร CAI คือคนที่มาลงนามใน MOU ฉบับนี้ “แทน” Prime Opportunity Fund VCC

การสอบสวนกรณีนี้ดูจะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ ไชยชนก ชิดชอบ รมว. กระทรวงดีอี แถลงยกเลิก MOU ดังกล่าวในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2025 และในวันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ก็สั่งระงับหรืองดการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโตของ Worldcoin และสั่งให้ “ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคน” (ข่าวบีบีซีไทย)

สคส. พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มาสแกนม่านตาถูกจูงใจจากการได้เหรียญคริปโตสกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจว่านั่นคือการให้ความยินยอมให้บริษัทจัดเก็บข้อมูลม่านตา ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวที่ใช้ระบุตัวตนได้ และบริษัทก็ไม่ได้แจ้งว่าจะนำข้อมูลม่านตาไปใช้ทำอะไร

ลำพังการสแกนม่านตาโดยไม่แจ้งเจ้าของม่านตาก็น่ากลัวแล้ว แต่ในเมื่อดีลนี้ส่อเค้าว่าจะเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติระดับโลก ความน่ากลัวก็ทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่าตัว เนื่องจากสแกมเมอร์สามารถใช้ข้อมูลม่านตา “ปลอม” เป็นตัวเรา เพื่อทำธุรกรรมต่างๆ ออนไลน์ เช่น เปิดบัญชีธนาคาร ซื้อและโอนเหรียญคริปโต รวมถึงปลอมเป็นตัวเราไปหลอกลวงเหยื่อออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย โดยที่เราไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย!

เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงข้างต้น สคส. จึงส่งเรื่องต่อไปให้ดีเอสไอดำเนินการ

ถัดมาอีกสองเดือน ในวันที่ 30 มกราคม 2026 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รมว. กระทรวงยุติธรรม ไชยชนก ชิดชอบ รมว. กระทรวงดีอี ปลัดกระทรวงดีอี อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงความคืบหน้าว่า การสืบสวนของดีเอสไอพบว่า “กลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่าง[กระทรวงดีอี]กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568” ส่วนกระทรวงดีอีแถลงว่า ได้ส่งมอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้กับดีเอสไอประกอบการสอบสวนแล้ว (ข่าวดีเอสไอ)

ความคืบหน้าล่าสุด ณ สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2026 คือ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 สำนักข่าวหลายแห่ง อาทิ ผู้จัดการออนไลน์ พาดหัวว่า “ปิดฉากมหากาพย์ “ขายข้อมูลแลกเศษเงินดิจิทัล” กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สรุปสำนวนคดีร้อน Worldcoin หอบหลักฐาน 6 ลัง ส่ง ป.ป.ช. เชือด “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” อดีตเจ้ากระทรวงดีอี พร้อมข้าราชการระดับสูงรวม 6 ราย เซ่นปมดัน MOU อัปยศเอื้อเอกชนสิงคโปร์”

เนื้อข่าวระบุตรงกันว่า ทีมสอบสวนของดีเอสไอได้ขยายผลการตรวจสอบจนพบ “ใบเสร็จ” ความผิดปกติ โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำ MOU ดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่ง และสอบปากคำพยานปากสำคัญ รวมถึง ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีในขณะที่ลงนามใน MOU (มีนาคม 2024) พบความไม่ชอบมาพากลในการบริหารโครงการและแบ่งปันผลประโยชน์จากเหรียญ WLD

ดีเอสไอจึงสรุปสำนวนสอบสวนว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการการเมืองรวม 6 ราย เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) ประกอบด้วย

1. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง (รมว. กระทรวงดีอีในขณะนั้น)

2. เลขานุการ รมว.ดีอี (ในขณะนั้น)

3. วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ (ปลัดกระทรวงดีอี ในขณะนั้น) – ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ ก.ล.ต.

4. รองปลัดกระทรวงดีอี (ในขณะนั้น)

5. ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ กระทรวงดีอี

6. เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอีฯ

ข่าวผู้จัดการออนไลน์สรุปว่า “ดีเอสไอได้ดำเนินการส่งมอบสำนวนการสอบสวนชุดใหญ่ บรรจุในกล่อง 6 ใบ รวม 10 แฟ้ม เอกสารกว่า 5,000 แผ่น ให้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรรมการบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง ก็ถูกรวมอยู่ในสำนวนเพื่อพิจารณาความผิดด้วยเช่นกัน”

สรุปจากข่าวได้ว่า อดีตเจ้าหน้าที่และข้าราชการการเมือง 6 ราย ถูกดีเอสไอสรุปผลว่า กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จึงส่งเรื่องต่อไปให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ แต่ไม่ปรากฎว่าดีเอสไอได้สรุปความผิดของบุคคลและนิติบุคคลไทยที่เข้าร่วมโครงการสแกนม่านตานี้และได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์แต่อย่างใด ทั้งที่เราก็รู้ว่า “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” – โดยทั่วไปเมื่อมีผู้ให้สินบน ก็ย่อมมีผู้รับสินบน

เจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการการเมืองอาจมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกระบวนการทำ MOU แต่ความผิดจากการสแกนม่านตาเก็บข้อมูลอ่อนไหวโดยไม่ได้รับอนุญาต และจูงใจให้ประชาชนเข้าใจผิดนั้น ย่อมตกเป็นของบริษัทเอกชนผู้ดำเนินโครงการ – ทั้งบริษัท Tools for Humanity ผู้ผลิต Orb Scanner เครื่องสแกนม่านตา และบริษัทเอกชนไทยหลายแห่งที่ดำเนินโครงการนี้ในประเทศไทย

การสอบสวนของดีเอสไอพบว่า การจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างกันของกลุ่มบริษัทไทยในดีลนี้มีความซับซ้อน มีหลายบริษัทเกี่ยวข้อง อาทิ บมจ. M Vision (MVP), TIDC Worldverse, Com7 (Banana) และ JIB (ดูแผนผังด้านล่าง ข้อมูลจากการแถลงข่าวของดีเอสไอ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026)

ผู้เขียนอ่านข่าวแล้วก็สงสัยว่า ดีเอสไอได้ตรวจสอบและสอบปากคำบุคคลและนิติบุคคลรายใดบ้าง ก่อนที่จะสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026 พบเพียงรายงานข่าวของสำนักข่าว Spacebar ที่ให้รายละเอียดการสอบสวนเอกชนที่เกี่ยวข้องว่า –

“8 ม.ค. 69 DSI บุกค้น 5 แห่งใน กทม. รวมบริษัท TIDC Holdings, TIDC Worldverse, TIDC, M Vision และบ้าน โอภาส เฉิดพันธุ์ เพื่อยึดเอกสารและเครื่องสแกนม่านตา 4 ชุด ขยายผลฐานข้อมูลอัตลักษณ์ พิจารณาความผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ปี 2550, พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล ปี 2561, พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว ปี 2542

“20 ม.ค. 69 DSI สอบปากคำ โอภาส [เฉิดพันธุ์] เกี่ยวกับเครื่องสแกนที่เชื่อมโยง MOU และ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ประธาน คกก. ตรวจสอบ”

(อนึ่ง เว็บไซต์กลุ่มบริษัท TIDC เข้าไม่ได้แล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นต้นมา)

ผู้เขียนอ่านข่าวนี้แล้วก็เห็นว่า ดีเอสไอดูจะจำกัดการสอบสวน “คนไทยที่เกี่ยวข้อง” หลักๆ เพียง โอภาส เฉิดพันธุ์ ซีอีโอของ บมจ. M Vision (MVP) เท่านั้น ไม่มีชื่อของ รีวิน เพทายบรรลือ อดีตผู้ถือหุ้นใหญ่ (51%) ในบริษัท TIDC Holdings บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มบริษัท TIDC แต่อย่างใด

ทั้งที่นายรีวินร่วมก่อตั้งและถือหุ้นข้างมาก 51% ใน TIDC Holdings ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในเดือน พฤษภาคม 2024 สองเดือนหลังจากที่กระทรวงดีอีลงนาม MOU กับ Prime Opportunity Fund VCC จนถึงราวเดือนตุลาคม 2025

บริษัท TIDC Holdings มีความสำคัญอย่างยิ่งในโครงการนี้ เนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (51%) ใน TIDC Worldverse บริษัทไทยที่ดีเอสไอยืนยันจากการตรวจสอบสัญญาธุรกิจต่างๆ แล้วว่าเป็น “พันธมิตรหลัก” ของ Tools for Humanity (TFH) เจ้าของโครงการ Worldcoin

รีวิน เพทายบรรลือ นอกจากจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TIDC Holdings ในช่วงแรกของการก่อตั้งกลุ่มบริษัท TIDC ขึ้นมาดำเนินการตาม MOU แล้ว เขายังเป็นเจ้าของบริษัท PrimeStreet Adviory ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ถือหุ้นยุคก่อตั้งของ BIC Bank Cambodia ธนาคารของนาย ยิม เลียก ในสัดส่วน 25% ก่อนที่จะขายหุ้นส่วนนี้ไปในปี 2020

การถือหุ้นระยะเริ่มต้น 25% ใน BIC Bank Cambodia ส่งผลให้นายรีวินดำรงตำแหน่ง “กรรมการ” ของธนาคารแห่งนี้ระหว่างปี 2018 และ 2019

ผู้เขียนมองว่า การที่ยังไม่ปรากฏชื่อ รีวิน เพทายบรรลือ ในข่าวการสอบสวนกรณีนี้ของดีเอสไอ เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเขาน่าจะมีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการนี้ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TIDC Holdings ช่วงทำ MOU อีกทั้งการที่เขาเคยเป็นกรรมการในธนาคารของ ยิม เลียก ระยะเริ่มต้น ก็น่าจะทำให้เขารู้จักมักคุ้นกับทั้ง ยิม เลียก และ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ที่ปรึกษาคนสนิท เป็นอย่างดี

เมื่อหันมาดูโครงสร้างการถือหุ้นกลุ่มบริษัท TIDC จากเอกสารทางการที่บริษัทกลุ่มนี้ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนพบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นมา

โครงสร้าง “เดิม” ของกลุ่มบริษัทนี้ในช่วงที่เริ่มก่อตั้งและดำเนินการตาม MOU คือ รีวิน เพทายบรรลือ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% ใน TIDC Holdings ซึ่งถือ 51% ใน TIDC Worldverse บริษัทที่มีสัญญาดำเนินโครงการสแกนม่านตากับ TFH

ส่วนหุ้นที่เหลือ 49% ทั้งของ TIDC Holdings และ TIDC Worldverse ถือโดย Prime Opportunity Fund VCC ซึ่งวันนี้เรารู้แล้วว่า CAI โดยนาย เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ มีอำนาจควบคุม (ดูภาพประกอบด้านล่าง)

กลุ่มบริษัทนี้มีการเปลี่ยนโครงสร้างการถือหุ้น ตั้งแต่ราวเดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นมา ซึ่งน่าสังเกตว่า 22 ตุลาคม 2025 คือวันที่ โอภาส เฉิดพันธุ์ ซีอีโอของ MVP ซึ้อหุ้น MVP ทั้งหมดของ Capital Asia Investments (CAI) กองทุนที่นายเมาเออร์เบอร์เกอร์มีอำนาจควบคุม 13.3% ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของเขาใน MVP เพิ่มเป็น 21.87% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของ MVP – และ MVP ก็เป็นพันธมิตรไทยรายสำคัญอีกรายของ TFH ในโครงการสแกนม่านตา Worldcoin ในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลง (ยังเป็นข้อมูลปัจจุบัน ณ 18 กุมภาพันธ์ 2026) ที่ผู้เขียนพบจากเอกสารทางการ คือ 1) ในเดือนตุลาคม 2025 โอภาส เฉิดพันธุ์ เข้ามาซื้อหุ้น 99.995% ใน TIDC Worldverse โดยซื้อ 49% จาก Prime Opportunity Fund VCC และอีก 51% จาก TIDC Holdings และ 2) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รีวิน เพทายบรรลือ ขายหุ้น 51% ทั้งหมดที่ตนถือใน TIDC Holdings ไปให้กับบริษัทไทยชื่อ บริษัท Total Utilities จำกัด และจากนั้นอีกเพียงไม่กี่เดือน Total Utilities ก็ขายหุ้น 51% ต่อไปให้กับ Prime Opportunity Fund VCC (ดูภาพประกอบด้านล่าง)

ผลลัพธ์สำคัญของธุรกรรมเหล่านี้คือ รีวิน เพทายบรรลือ ไม่ได้ถือหุ้นใดๆ ในกลุ่มบริษัท TIDC อีกต่อไป และ โอภาส เฉิดพันธุ์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นเกือบ 100% ใน TIDC Worldverse บริษัทไทยซึ่งเป็นคู่สัญญาหลักของ TFH ในโครงการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต Worldcoin ในไทย

ธุรกรรมเหล่านี้ดูจะถูกออกแบบมา “กัน” รีวิน เพทายบรรลือ ออกไปจากกลุ่มบริษัท TIDC และ “โยน” ภาระความรับผิดชอบไปที่ โอภาส เฉิดพันธุ์ ซีอีโอของ MVP แทน (MVP ต้องถูกดีเอสไอสอบสวนอยู่แล้วในฐานะพันธมิตรอีกรายของ TFH)

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการเปลี่ยนแปลงข้างต้น กับข้อเท็จจริงจากข่าวว่า รีวิน เพทายบรรลือ ยังไม่ปรากฏชื่อในสรุปการสอบสวนของดีเอสไอ ทั้งที่เขาเป็น “คีย์แมน” คนสำคัญในโครงการนี้ในช่วงปี 2024 ที่ TIDC เริ่มดำเนินการตาม MOU ก็ทำให้ผู้เขียนข้องใจว่า เหตุใดการสอบสวนของดีเอสไอจึงดูจะ “ไม่แตะ” บุคคลสำคัญผู้นี้เลย ?

เป็นคำถามตัวโตๆ จาก #มหากาพย์นายหน้า ที่เราควรเรียกร้องคำตอบจากดีเอสไอ และติดตามการงทำงานของ ป.ป.ช. ชนิดไม่ให้คลาดสายตา

นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน