เมื่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ พูดถึงเครือข่าย เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์

พฤษภาคม 2026 นับเป็นเวลาเก้าเดือนแล้วนับจากที่ผู้เขียนเขียนบทความ #มหากาพย์นายหน้า ตอนแรก หลังจากที่ ทอม ไรท์ (Tom Wright) กับ แบรดลีย์ โฮป (Bradley Hope) สองนักข่าวสืบสวนสอบสวนชื่อดัง ตีแผ่ #มหากาพย์นายหน้า ภาคอินเตอร์เป็นครั้งแรกบนบล็อก Whale Hunting ในเดือนสิงหาคม 2025

เก้าเดือนผ่านไป การสอบสวนจากทางการไทยโดยรวมยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับขนาดของเครือข่าย นอกจากการประกาศอายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ ยิม เลียก และ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สองครั้งในเดือนธันวาคม 2025 และเมษายน 2026 ตามลำดับ การส่งข้อมูลสอบสวน ‘คดีสแกนม่านตา’ ซึ่งพัวพันกับกลุ่ม TIDC บริษัทที่พัวพันกับเครือข่ายเมาเออร์เบอร์เกอร์ โดยดีเอสไอให้กับ ป.ป.ช. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และการออกหมายจับเมาเออร์เบอร์เกอร์ในคดีฉ้อโกงที่ไม่เกี่ยวกับ #มหากาพย์นายหน้า โดยตำรวจสอบสวนกลางในเดือนมีนาคม 2026 แล้ว – นอกจากสามกรณีนี้ ก็ไม่ปรากฏความคืบหน้าการสอบสวนอื่นใดอีก โดยเฉพาะจาก ก.ล.ต. ทั้งที่เครือข่ายเมาเออร์เบอร์เกอร์ลงทุนในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในตลาดหุ้น มูลค่ารวมกันกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี เดือนพฤษภาคม 2026 ก็มีความคืบหน้านอกประเทศไทยครั้งสำคัญ โดยในวันที่ 19 พฤษภาคม 2026  คณะกรรมาธิการพิเศษว่าด้วยการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (House Select Committee on the Strategic Competition Between the United States and the Chinese Communist Party หรือเรียกสั้นๆ ว่า Select Committee on China) ของสภาคองเกรสอเมริกัน ได้จัดการประชุมรับฟังความเห็นในชื่อ “Crime, Corruption, and Power: The Rise of CCP-linked Scam Networks Targeting Americans and Threatening U.S. Security” และในวันเดียวกัน ก็ได้เผยแพร่รายงานการสอบสวนฉบับเต็ม ความยาว 61 หน้า ชื่อเดียวกันกับงาน

รายงานฉบับนี้เป็น “ผลงานร่วม” ของสองพรรคใหญ่ (bipartisan) นำโดย จอห์น มูเลนาร์ (John Moolenaar) ประธานคณะกรรมาธิการจากพรรครีพับลิกัน และ โร คานนา (Ro Khanna) สมาชิกอาวุโสจากพรรคเดโมแครต ผ่านการสอบสวนของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่มีอำนาจเรียกพยานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

หลังจากที่ผู้เขียนอ่านรายงานฉบับเต็ม ก็พบว่ารายงานฉบับนี้มีความสำคัญมากและมีนัยต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก และน่าจะรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาด้วย

เพราะเนื้อหารายงานฉบับนี้อ้างถึงเครือข่ายเมาเออร์เบอร์เกอร์โดยตรง ในส่วน “Harms to Regional Partners” (ความเสียหายต่อพันธมิตรในภูมิภาค) หน้า 14 ของรายงาน คณะกรรมาธิการเขียนไว้ดังนี้ (แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษโดยผู้เขียน ตัวหนาและข้อความเพิ่มเติม [ ] โดยผู้เขียน):

“…อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่กัดกร่อนของระบบนิเวศเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรัฐที่ถูกบ่อนทำลายมากที่สุด [หมายถึงกัมพูชา] เท่านั้น ประเทศไทยก็แสดงความเปราะบางในภูมิภาคในรูปแบบที่เกี่ยวข้องแต่แตกต่างออกไป รายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนล่าสุดกล่าวถึงวิธีที่ทุนซึ่งเชื่อมโยงกับการสแกมที่มีรากฐานอยู่ในเศรษฐกิจอาชญากรรมของกัมพูชา เคลื่อนผ่านเครือข่ายการเงินข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองและนักธุรกิจระดับสูงของไทย ในกรณีที่น่าจับตา นายหน้าชาวแอฟริกาใต้ (‘South African fixer’) ถูกกล่าวหาว่าได้ปฏิบัติการระหว่างศูนย์อาชญากรรมในกัมพูชา ผู้พัฒนาโครงการที่เชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเศรษฐกิจชนชั้นนำของไทย เพื่อฟอกเงินจำนวนมหาศาลที่ได้มาโดยมิชอบเข้าสู่ตลาดไทย ความเชื่อมโยงเหล่านี้ชี้ให้เห็นความเสี่ยงในภูมิภาคที่กว้างขึ้น — ค่าเช่าผิดกฎหมายมหาศาล [“ค่าเช่า” หรือ rent หมายถึงผลตอบแทนส่วนเกิน] จากระบบนิเวศศูนย์สแกมสามารถสร้างอิทธิพลและบิดเบือนธรรมาภิบาลได้แม้แต่ในรัฐพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่มีสถาบันมั่นคงกว่า [อย่างประเทศไทย]”

เชิงอรรถทั้งสามรายการที่ย่อหน้าข้างต้นใช้อ้างอิง ล้วนมาจากบล็อก Whale Hunting ของสองนักข่าวเจาะหัวเห็ด ทอม ไรท์ และ แบรดลีย์ โฮป โดยเฉพาะบทความสำคัญสองชิ้น คือ 1) บทความของ ทอม ไรท์ เรื่อง “Exposed: The $1.5B Money Laundering Network Behind Thailand’s Shinawatra Dynasty” ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ กับ ทักษิณ ชินวัตร ตีพิมพ์บนบล็อก Whale Hunting เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2025 และ 2) บทความของ เจคอบ ซิมส์ เรื่อง “The Vanishing Princeling: The Dynastic Alliances That Fueled a $1.5 Billion Laundering Network and the Backlash Now Threatening Its Collapse” ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่าง ยิม เลียก กับศูนย์สแกมในกัมพูชา ตีพิมพ์บนบล็อก Whale Hunting เช่นกัน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025

ผู้อ่านที่ติดตามซีรีส์ #มหากาพย์นายหน้า มาตั้งแต่ต้นย่อมทราบดีว่า “นายหน้าชาวแอฟริกาใต้” ที่รายงานสภาคองเกรสกำลังพูดถึง ก็คือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ตัวละครหลักของซีรีส์นี้นั่นเอง

สรุปสั้นๆ ได้ว่า เครือข่ายหลักที่อยู่ใจกลาง #มหากาพย์นายหน้า นั้น บัดนี้ได้ปรากฏอยู่ในรายงานทางการอันเป็น “ผลงานร่วม” ของสองพรรคใหญ่ คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ถูกพูดถึงในฐานะ “ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพในภูมิภาค” ที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และพันธมิตร

ก่อนที่จะพูดถึงนัยสำหรับ #มหากาพย์นายหน้า และประเทศไทย ผู้เขียนอยากสรุปสาระสำคัญของรายงานนี้โดยสังเขป เนื่องจากมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากมาย

เริ่มจากการอ้างอิงการประเมินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (กันยายน 2025) ว่า ประชาชนชาวอเมริกันสูญเสียทรัพย์สินอย่างน้อย “หนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี”  ให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่มีฐานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคาดว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ ถูกหลอกเข้าไปทำงานในศูนย์หลอกลวงหรือ “ศูนย์สแกม”  (scam compound) ในกัมพูชาเพียงประเทศเดียวมากกว่า 150,000 คน สร้างรายได้ผิดกฎหมายราว 12.5 – 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และรายงานระบุว่าประเทศไทยเองก็เป็นเหยื่อขนาดใหญ่ — “ทางการไทยประเมินว่าประชาชนได้รับความเสียหายจากศูนย์สแกมต่อปีมากกว่า 115,000 ล้านบาท”

แน่นอนว่า ในเมื่อรายงานฉบับนี้จัดทำโดยคณะกรรมาธิการพิเศษที่ศึกษาบทบาทของ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” เนื้อหารายงานจึงต้องฉายภาพบทบาทของจีนในศูนย์สแกมแถบอาเซียนด้วย

ในแง่นี้ รายงานนำเสนอ “typology” หรือกรอบการจำแนกระดับการมีส่วนร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในการวิเคราะห์สถานการณ์ #มหากาพย์นายหน้า ในไทย

ระดับที่ 1: Passive Tolerance (การยอมรับโดยไม่ดำเนินการ) — เมื่อหน่วยงานรัฐรู้ดีว่ามีกิจกรรมผิดกฎหมายเกิดขึ้น แต่เลือกที่จะไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอำนาจและขีดความสามารถที่จะทำได้

ระดับที่ 2: Instrumental Enablement (การเอื้ออำนวยเชิงเครื่องมือ) — เมื่อหน่วยงานหรือบุคคลที่เชื่อมโยงกับรัฐ ดำเนินการที่สามารถระบุได้ชัดๆ ซึ่งเอื้อให้กิจกรรมอาชญากรรมเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือยุทธศาสตร์

ระดับที่ 3: Strategic Exploitation (การฉวยใช้เชิงยุทธศาสตร์) — เมื่อระบบนิเวศอาชญากรรมถูกใช้ประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กว้างขึ้นของรัฐ แม้จะไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัฐทั้งหมด

ในรายงานฉบับนี้ คณะกรรมาธิการพิเศษใช้กรอบข้างต้นในการประเมินและสรุปว่า กรณีกัมพูชาและพม่า — สองกรณีศึกษาหลัก — ปรากฏหลักฐานการยอมรับและการเอื้ออำนวยของจีน (ระดับ 1 และ 2) อย่างชัดเจน ส่วนการฉวยใช้เชิงยุทธศาสตร์ (ระดับ 3) ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่หลักฐานสาธารณะยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า “กลไกที่เอื้ออำนวยให้ระบบนิเวศนี้เติบโต” มี 4 กลไกหลัก ได้แก่ (1) การปราบปรามในประเทศหนึ่งเพียงเพื่อผลักดันอาชญากรรมออกไปดำเนินการในประเทศอื่น ไม่ได้ทำลายมันอย่างสิ้นซาก (2) “ตลาดการคุ้มครอง”  (protection markets) จากชนชั้นนำในประเทศและรัฐบาลผู้ครองอำนาจ (3) โครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานโดยชอบ — รวมทั้งคาสิโน อสังหาริมทรัพย์ เขตเศรษฐกิจพิเศษ โทรคมนาคม และแพล็ตฟอร์มออนไลน์ — ถูกนำไปใช้เพื่อกิจกรรมผิดกฎหมาย (4) ระบบการเงินเงา (shadow finance) ซึ่งรวมถึง “ภาคธนาคารใต้ดิน นายหน้าซื้อขายคริปโต บริษัทกล่อง และการเก็งกำไรจากอัตลักษณ์” ที่เป็น “connective tissue” หรือเนื้อเยื่อเชื่อมโยงที่ทำให้รายได้มหาศาลจากศูนย์สแกมสามารถเคลื่อนข้ามพรมแดนได้

ในด้านบทบาทของบริษัทรัฐวิสาหกิจจีน รายงานฉบับนี้เปิดเผยในภาคผนวกว่า บริษัท China Construction Fourth Engineering Division (บริษัทย่อยของรัฐวิสาหกิจรัฐบาลกลาง China State Construction Engineering Corporation – CSCEC) ได้ก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์หลักของกลุ่ม Prince Group ในกัมพูชา รวมทั้งสำนักงานใหญ่ที่กรุงพนมเปญและ Prince IT Tower ที่สีหนุวิลล์ ซึ่งในเวลาต่อมา “พบว่าเป็นอาคารที่ใช้สำหรับการหลอกลวงชาวอเมริกันโดยใช้แรงงานบังคับ”

ผู้เขียนสังเกตว่า รายงานฉบับนี้ใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง อย่างเช่นการไม่เขียนว่า รัฐวิสาหกิจจีน “จงใจ” ก่อสร้างศูนย์สแกม แต่เขียนว่า “แม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงในกิจกรรมผิดกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่ก่อสร้างโดยรัฐวิสาหกิจนี้ก็สามารถส่งเสริมเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยได้” และเสริมว่า ในระบบกฎหมายของจีนเอง “มีสัญญาณความเสี่ยงปรากฏก่อนหรือระหว่างการเข้าทำธุรกรรมของวิสาหกิจจีน” แต่บริษัทเลือกที่จะไม่กลั่นกรองลูกค้า

ผู้เขียนเห็นว่ารายงานสำคัญฉบับนี้มีนัยสำคัญ 4 ประการ ต่อ #มหากาพย์นายหน้า โดยตรง

นัยข้อแรก: #มหากาพย์นายหน้า ภาคอินเตอร์ ขณะนี้อยู่ในเอกสารทางการของสภาคองเกรสสหรัฐ

หน้า 14 ของรายงานระบุตรงๆ ว่า “นายหน้าชาวแอฟริกาใต้” ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติการเชื่อมโยง “ศูนย์อาชญากรรมในกัมพูชา ผู้พัฒนาโครงการที่เชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเศรษฐกิจชนชั้นนำของไทย”

ผู้เขียนเห็นว่า การที่หน่วยงานสอบสวนระดับสภาคองเกรสของสหรัฐ เจาะจงระบุตัวบุคคลที่รู้ทันทีว่าหมายถึง เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ในบริบทเดียวกับ “ศูนย์อาชญากรรมในกัมพูชา” และ “ผู้พัฒนาโครงการที่เชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ควรเป็นสัญญาณดังพอให้ ก.ล.ต. ดีเอสไอ ตำรวจ ป.ป.ช. และรัฐบาลไทย ยกระดับการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้ก่อการใน #มหากาพย์นายหน้า รวมถึง “ตัวกลาง” คนไทยและนิติบุคคลไทยทั้งหลายที่ร่วมสมคบคิดกันทำผิดกฎหมาย อย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง และเป็นระบบ เพื่อพิสูจน์ให้สหรัฐอเมริกาและโลกเห็นว่า รัฐไทยไม่ได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของ “เศรษฐกิจชนชั้นนำ” ที่เมาเออร์เบอร์เกอร์เข้าถึงอย่างสะดวกโยธิน

นัยข้อ 2: typology 3 การมีส่วนเกี่ยวข้อง 3 ระดับ นำมาประเมินท่าทีของหน่วยงานรัฐในไทยได้

หากเราประยุกต์ใช้กรอบการวิเคราะห์ของคณะกรรมาธิการมามองสถานการณ์ #มหากาพย์นายหน้า ในไทย ผู้เขียนเห็นว่าเราอาจยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะกล่าวหาว่าหน่วยงานใดของรัฐไทยอยู่ระดับที่ 3 นั่นคือ “ฉวยใช้” ระบบนิเวศอาชญากรรมในเชิงรุกเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

แต่ในระดับที่ 1 (Passive Tolerance) ตัวบ่งชี้ที่รายงานระบุไว้คือ “การไม่ดำเนินการเป็นเวลานานทั้งที่มีรายงานที่น่าเชื่อถือ การบังคับใช้กฎหมายเฉพาะกับผู้กระทำผิดระดับต่ำขณะที่เครือข่ายระดับสูงไม่ถูกแตะต้อง และการขาดการสอบสวนที่มีความหมายในกรณีของเครือข่ายอาชญากรรมที่มีหลักฐานชัดเจน” – ผู้เขียนเห็นว่า ก.ล.ต. อาจเข้าข่ายอย่างน้อยระดับนี้

นัยข้อ 3: ระบบ “การเงินเงา” (shadow finance) ในรายงาน คือ #มหากาพย์นายหน้า ที่ผู้เขียนเล่ามาตลอด

ข้อค้นพบที่ 4 ของรายงานสภาคองเกรสระบุชัดเจนว่า ระบบการเงินเงา อันประกอบด้วย “ภาคธนาคารใต้ดิน นายหน้าซื้อขายคริปโต บริษัทกล่อง และการเก็งกำไรจากอัตลักษณ์”  คือ “เนื้อเยื่อ” ที่ทำให้ระบบนิเวศนี้ทำงานข้ามพรมแดนได้

“ชั้นการเงิน” ของเครือข่ายนี้ คือชั้นที่ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นในซีรีส์ #มหากาพย์นายหน้า ตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นกรณี FSX กับ KuCoin กรณี VGI กับ private placement กรณี BCP กับการถือหุ้นของ ACE กรณี VGI กับ Chartered/CAI หรือ กลเม็ดการ “ซุกหุ้น” ผ่าน VCC และกองทุนเครดิต ที่ผู้เขียนได้อธิบายไว้

หากใช้ภาษาของรายงานสภาคองเกรส กลไกเหล่านี้คือ บริษัทกล่อง ระบบธนาคารใต้ดินและในบางกรณีน่าจะรวมถึง “การเก็งกำไรจากอัตลักษณ์” ผ่านการให้สัญชาติ ใช้นอมินี หรือตั้งบริษัทในเขตปลอดภาษีที่ตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงยาก

นัยข้อ 4: รายงานบอกเราว่า ความเงียบของหน่วยงานกำกับดูแล คือสาเหตุที่ระบบนี้ยังเติบโต

ในส่วนที่ 4 (Part IV) ของรายงาน หัวข้อ “Selective enforcement manages visibility rather than eliminating the threat” คณะกรรมาธิการเขียนไว้ว่า การบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ “อาจมุ่งเป้าไปที่ผู้กระทำผิดเฉพาะราย ภูมิภาคเฉพาะ หรือจุดเวลาที่อ่อนไหวต่อชื่อเสียง ขณะที่ปล่อยให้โครงสร้างที่ก่อให้เกิดรายได้ดำเนินต่อไปได้”

นี่คือกรอบเดียวกับที่ผู้เขียนใช้ตั้งคำถามต่อ ก.ล.ต. มาตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา — ผู้เขียนไม่ได้ตั้งสมมติฐานว่า ก.ล.ต. หรือทางการไทย “สมรู้ร่วมคิด” กับใคร แต่ตั้งคำถามว่า ในเมื่อข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลสาธารณะ (แบบ 246-2, แบบ 56-1, ประกาศของ ปปง., ประกาศของ MAS สิงคโปร์, บทความของ ทอม ไรท์, บทความของ เจคอบ ซิมส์ และซีรีส์ของผู้เขียน) แล้วเหตุใด ก.ล.ต. จึง “เงียบ”

กล่าวโดยสรุป รายงานฉบับนี้ไม่ได้มอง #มหากาพย์นายหน้า ว่าเป็นเพียงดีลที่น่าสงสัย หรือความไม่ชอบมาพากลของผู้ถือหุ้นบางรายเท่านั้น แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของสิ่งที่คณะกรรมาธิการพิเศษเรียกว่า “ภัยคุกคามแบบกระจายตัวต่อความมั่นคงแห่งชาติ” (distributed threat to national security)

รายงานสภาคองเกรสอธิบายอย่างน่าเชื่อถือว่า ในระบบนิเวศข้ามชาติที่กระจายตัวเช่นนี้ การ “เงียบ” หรือ “บังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ” ของหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศใดประเทศหนึ่ง คือสิ่งที่ทำให้ระบบทั้งหมดยังคงทำงานต่อไปได้

ผู้เขียนเห็นว่า ข้อสรุปนี้น่าจะทำให้ความเงียบและความล่าช้าทั้งหลายของหน่วยงานกำกับดูแลและรัฐบาลไทย ในการสอบสวน #มหากาพย์นายหน้า ส่งเสียงดังกึกก้องยิ่งกว่าเคย ไปยังสหรัฐอเมริกาและประชาคมโลก

นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน