
Equality
ความเท่าเทียม
แปลจาก Equality โดย Thomas Piketty และ Michael Sandel
สำนักพิมพ์ Salt Publishing
ตุลาคม 2569
คำนำผู้แปล
อาจเป็นอหังการ์หรืออคติฝังลึกของผู้แปล ที่จะคิดว่าหนังสือเล่มล่าสุดที่ตนเองแปลนั้น “มาถูกที่ถูกเวลา” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม
อย่างไรก็ดี ในฐานะที่เคยเขียนและแปลหนังสือเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำและความ(ไม่)เท่าเทียมมาหลายเล่ม ผู้แปล “ความเท่าเทียม” เล่มนี้ อยากนำเสนอเหตุผลสองข้อสั้น ๆ ที่เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้มา “ถูกที่ถูกเวลา” ในเดือนตุลาคม 2569
ข้อแรก การถกเถียงเรื่อง “ความเท่าเทียม” และ “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมไทยในรอบ 4-5 ปีหลังมานี้บางเบาราวขนนก แม้ว่าระดับความเหลื่อมล้ำจะยังคงสูงติดอันดับโลก โดย World Inequality Database ฐานข้อมูลความเหลื่อมล้ำโลก ประเมินว่าอภิมหาเศรษฐี 1 เปอร์เซ็นต์ ที่รวยที่สุดของไทย มีส่วนแบ่งรายได้ราวหนึ่งในห้าของรายได้คนทั้งประเทศ และมีส่วนแบ่งความมั่งคั่งราวหนึ่งในสาม (ข้อมูลปี 2024)
ความเหลื่อมล้ำมโหฬารในไทยนั้นมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าโดยไม่ต้องอาศัยตัวเลขทางสถิติ และความเบาหวิวขึ้นเรื่อย ๆ ของการพูดคุยเรื่อง “ความเท่าเทียม” ส่วนหนึ่งก็มองเห็นได้จากการก่อตัวของกระแสต่อต้าน “สวัสดิการถ้วนหน้า” และต่อต้านการคุ้มครอง “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ให้กับชาวต่างด้าว ผู้เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย
กระทั่งในวงถกเถียงสาธารณะที่เริ่มหาฟังยากเกี่ยวกับ “ความเหลื่อมล้ำ” ขอบเขตการถกเถียงก็ดูเหมือนจะถูกลดทอนเหลือเพียง “ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส” ราวกับว่าเป็นปัญหาเดียวเท่านั้นที่เราต้องแก้ และก็แก้ได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยการ “มอบโอกาส” ให้กับคนทุกคนอย่างเท่าเทียม
ในระดับนโยบายพัฒนา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2566-2570 ไม่มีคำว่า “ความเหลื่อมล้ำ” ในเอกสารทั้งฉบับ มีเพียงหมุดหมายที่ 9 ซึ่งตั้งเป้าว่า ไทยจะมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง
แต่ “การลดความเหลื่อมล้ำ” ไม่ใช่และไม่เคยเป็นเรื่องเดียวกันกับ “การขจัดความยากจน” เพราะต่อให้คนจนมีรายได้เพิ่มจนหายจน ตราบใดที่คนรวยรวยกว่าเดิมอย่างมหาศาล ตราบนั้นความเหลื่อมล้ำย่อมไม่ลดลง
ข้อสอง ในบรรยากาศและสภาวะเช่นนี้ หนังสือ “ความเท่าเทียม” เล่มนี้ จึงเปรียบเสมือนคบไฟลุกโชนที่สาดไฟให้เรามองเห็นความสำคัญของสิ่งที่เราอาจหลงลืมไปแล้ว
เมื่อเป็นการพูดคุยระหว่าง ธอมัส พิเก็ตตี นักเศรษฐศาสตร์ กับ ไมเคิล แซนเดล นักปรัชญาการเมือง สองนักปราชญ์ผู้ขบคิดและรณรงค์เรื่องความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียมมาอย่างยาวนาน บทสนทนาจึงลึกซึ้งและกว้างไกลเกินขนาดกะทัดรัด ครอบคลุมความเท่าเทียมในสามมิติหลัก ได้แก่ ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมทางการเมือง และความเท่าเทียมทางศีลธรรม
แซนเดลกับพิเก็ตตีเห็นตรงกันบางเรื่อง เห็นต่างกันไม่น้อย แต่พวกเขาสามารถรับฟังความเห็นต่างของอีกฝ่ายอย่างเข้าอกเข้าใจ และนำเสนอ “ทางออกเชิงนโยบาย” ของความเหลื่อมล้ำทั้งสามมิติอย่างเป็นรูปธรรม
ในเมื่อการรับฟังความเห็นต่างอย่างเข้าอกเข้าใจ การมองปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างทะลุปรุโปร่งว่าไม่ได้มีแค่ “ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส” รวมถึงการนำเสนอทางออกที่จับต้องได้ ล้วนเป็นสามสิ่งที่ดูจะขาดหายไปนานแล้วในสังคมไทย – ผู้แปลก็เชื่อว่าผู้อ่านจำนวนไม่น้อยจะเห็นด้วยกับผู้แปลว่า หนังสือเล่มนี้ “มาถูกที่ถูกเวลา” ในสังคมไทย และเนื้อหาก็คู่ควรกับการถูกนำไปขบคิดและถกเถียงในพื้นที่สาธารณะไปอีกยาวนาน
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน
สฤณี อาชวานันทกุล
ตุลาคม 2569