
ก่อนวันลงมติสำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 14 กันยายน 2569 ผู้เขียนเห็นผู้รู้หลายท่านออกมาวิเคราะห์ประเด็น #โกงสว จากมุมมองของกฎหมาย การเมือง และคณิตศาสตร์กันอย่างคึกคัก ในฐานะนักการเงินก็อยากร่วมวิเคราะห์บ้าง
เพราะ “เส้นเงิน” ไม่โกหกใคร และ “แรงจูงใจ” ในการจ่ายเงินบ่อยครั้งก็ชัดเจน
ก่อนอื่น ผู้เขียนขอยกข้อกฎหมายเพียงข้อเดียว นั่นคือ มาตรา 62 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
มาตรานี้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่า “ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง
ชัดเจนจนไม่ต้องตีความใด ๆ ว่า กกต. มีหน้าที่เพียงกลั่นกรองคดีในชั้นแรกเท่านั้น อำนาจไต่สวนและพิพากษาอยู่ที่ศาลฎีกา
ผู้เขียนเห็นว่า ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่า กกต. ส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งโดยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดนี้ ดังนั้นจึงถูกสังคมเพ่งเล็งตั้งแต่ต้นว่าอาจ “เกรงใจ” สว. ที่ถูกกล่าวหาจนไม่กล้าแตะต้อง – ลำพังข้อนี้ก็มากพอแล้วที่ กกต. จะเร่งสั่งฟ้องผู้สมัคร สว. และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน ตามมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ กกต. กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
อย่างไรก็ดี ในเมื่อยังไม่เห็น กกต. คนไหนใน 7 คนออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจทำนองนี้ ผู้เขียนก็ขอสวมหมวกนักการเงินไล่เรียงว่า เหตุใดข้อมูล “เส้นเงิน” และ “แรงจูงใจในการจ่ายเงิน” ที่ปรากฏในสำนวนสอบสวนของชุดที่ 26 ซึ่ง iLaw พยาน รวมถึง ส.ส. พรรคฝ่ายค้านนำมาเปิดต่อสาธารณะอย่างกล้าหาญนั้น จึงชี้ชัดว่า “หลักฐานอันควรเชื่อ” ว่าทั้ง 229 คน กระทำการทุจริตอันทำให้การเลือก สว. “มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” และดังนั้น กกต. จึงต้องส่งฟ้องทั้ง 229 คน ตามมติชุด 26 สถานเดียวเท่านั้น
ก่อนอื่น ผู้เขียนอยากให้ทุกท่านลองคิดเปรียบเทียบดูว่า ในคดีฆาตกรรม เราย่อมไม่อยากควานหาตัว “ฆาตกร” อย่างเดียว แต่อยากสืบเสาะให้ถึงตัว “ผู้บงการฆ่า” และนำตัวมาลงโทษด้วย ในกรณีที่ฆาตกรไม่ได้ลงมือฆ่าจากแรงจูงใจส่วนตัว แต่ “รับจ้าง” คนอื่นอีกทอดหนึ่ง
คดี #โกงสว ก็เช่นกัน ถ้า สว. หรือผู้สมัคร สว. (หมายถึงสมัครแต่ไม่ได้รับเลือกเป็น สว.) คนไหนไม่ได้ลงสมัครโดยสุจริตใจ แต่ “รับจ้าง” คนหรือพรรคการเมืองมาลงเลือกตั้ง “ผู้ว่าจ้าง” ก็ต้องถูกเอาผิดด้วยตามกฎหมาย เพราะทำให้การเลือก “มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามี “เส้นเงิน” ที่แสดงชัดเจนว่า สว. หรือผู้สมัคร สว. รับเงินจากคนของพรรคการเมืองใดก็ตาม ในช่วงก่อนการเลือก สว. ไม่นาน โดยที่ทั้งผู้จ่ายเงินและผู้รับเงินอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นว่าเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ไม่ใช่ค่าจ้างลง สว. เส้นเงินนั้นก็คือ “หลักฐานอันควรเชื่อ” ว่าพรรคการเมืองนั้นอาจอยู่เบื้องหลัง
อ่านมาถึงตรงนี้บางท่านอาจสงสัยว่า ถ้าหากพรรคการเมือง (ไหนก็ตาม) อยู่เบื้องหลังการ #โกงสว จริง ๆ พรรคนั้นคงไม่โง่พอที่จะทิ้งร่องรอยหลักฐานการโอนเงินตรง ๆ ระหว่าง “ผู้ใหญ่” ในพรรค กับ สว. หรือผู้สมัคร สว. ไว้ให้เราดูต่างหน้าเป็นแน่ แต่คงมีการสั่งการแล้วให้คนอื่นไปทำแทน ฉะนั้นถ้าเราไม่พบ “เส้นเงิน” ตรง ๆ ระหว่างผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองกับ สว. หรือผู้สมัคร สว. เราจะตั้งข้อหาพรรคการเมืองได้หรือ
เพื่อตอบคำถามนี้ ผู้เขียนชวนคิดด้วยตรรกะก่อนว่า ทำไมผู้ช่วย สส. หรือ สส. รายคน จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะ #โกงสว แต่ “พรรคการเมือง” มีแรงจูงใจ ผู้เขียนนึกเหตุผลออกอย่างน้อย 4 ข้อ ดังต่อไปนี้
ข้อแรก สว. ไม่ได้มาจากคะแนนของประชาชนในเขต ผู้ลงคะแนนคือผู้สมัคร สว. ด้วยกันจากทั่วประเทศ การมี สว. จากจังหวัดของตัวเองจึงไม่อาจเพิ่มคะแนนเสียงให้ สส. แม้แต่เสียงเดียว
ข้อสอง สิ่งที่ สว. มีอำนาจตัดสินล้วนเป็นเรื่องระดับชาติ เช่น เลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. คตง. และเป็นเสียง 1 ใน 3 ที่ต้องใช้ในการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจใดที่แปลงเป็นประโยชน์เฉพาะเขตเลือกตั้งของ สส. คนใดคนหนึ่งได้
ข้อสาม การ #โกงสว ด้วยเป้าหมายเพื่อคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา ต้องใช้เงินมากกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งมีกำลังจ่าย ชุด 26 ของ กกต. พบว่างบประมาณได้รับการอนุมัติเบื้องต้นจากส่วนกลางของพรรคจังหวัดละ 1 ล้านบาท จ่ายเป็นเงินสด รวมแล้วต้องใช้เงินถึง 500 ล้านบาท
ข้อสี่ รูปแบบการโกงที่ชุด 26 สังเกตพบ เป็นการ “จัดพอร์ต” ระดับประเทศ ผู้สมัครจากคนละจังหวัดถูกนำมารวมทำโพยที่โรงแรมเดียวกัน
ทั้งหมดนี้แปลว่า ถ้ามีหลักฐาน “เส้นเงิน” จาก สส. หรือคนสนิทหรือผู้ช่วย สส. ไปยัง สว. หรือ ผู้สมัคร สว. ที่ฟังไม่ขึ้นว่ามีเหตุผลอื่นรองรับ ก็ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า “ผู้ว่าจ้าง” ที่ออกเงินให้ น่าจะเป็นพรรคการเมืองต้นสังกัดของ สส. คนนั้น ไม่ใช่ตัว สส. เอง
นี่คือ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ที่เพียงพอต่อการยื่นฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะต่อศาล
คำถามต่อมาคือ พรรคการเมืองที่อยาก #โกงสว เพื่อครอบงำสภาสูง จะอยากจ่ายเงินในกรณีใดบ้าง? ผู้เขียนคิดว่าเราสามารถไล่เรียงตามตรรกะ “จ่ายเท่าที่จำเป็นต้องจ่าย เพราะการจ่ายนั้นนอกจากจะเสียเงินแล้วยังสุ่มเสี่ยงจะโดนจับได้” ได้สองกรณี
กรณีแรก สำหรับจังหวัดอันเป็น “ฐานที่มั่น” ของพรรคการเมืองที่อยาก #โกงสว อาจไม่ต้องจ่ายหนัก หรือในกรณีที่ต้องจ่ายก็สามารถจ่ายอย่างแนบเนียน ปกปิดมิดชิดไม่มีใคร(กล้า)แพร่งพรายออกมาถึงหูเจ้าหน้าที่สอบสวน เพราะฐานที่มั่นตนมีเครือข่ายหัวคะแนนและฐานเสียงพร้อมสรรพอยู่แล้ว สามารถเกณฑ์คนมาสมัครเพื่อ “โหวตพลีชีพ” (โหวตให้ผู้สมัครคนอื่นเข้ารอบ) และพรรคสามารถเสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทนในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ ตำแหน่ง ให้ได้
กรณีที่สอง สำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่ “ไม่ใช่ฐานที่มั่น” เดิมของตัวเอง พรรคไม่มีฐานเสียงเดิม น่าจะเป็นจังหวัดที่ต้อง “จ่ายหนัก” หน่อย เพราะต้อง “จ้าง” คนแปลกหน้ามาสมัครและโหวตพลีชีพเป็นจำนวนมาก ทำให้สุ่มเสี่ยงที่การจ่ายหลายรายการจะแพร่งพรายไปถึงหูเจ้าหน้าที่ เพราะพรรคไม่สามารถ “คุม” ได้ชะงัดเหมือนจังหวัดฐานที่มั่นตัวเอง จ่ายไปจ่ายมาอาจเจอคนของพรรคการเมืองคู่อริ ที่คาบข่าวไปเล่าให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอฟัง (ผู้เขียนสังเกตด้วยว่าพยานปากเอกในสำนวนของชุด 26 หลายคนคือผู้ที่ “รับจ้าง” โหวต แต่มากลับใจเป็นพยานในภายหลัง)
ข้อสังเกตข้างต้นสอดคล้องกับสิ่งที่ชุด 26 พบมากน้อยเพียงใด? จากเส้นเงินทั้งหมดที่ปรากฏต่อสาธารณะ จากสำนวนชุด 26 ที่ iLaw และ ส.ส. พรรคประชาชน รวมถึงบุคคลอื่นนำมาเผยแพร่ ผู้เขียนแบ่งระดับความเข้มแข็งของ “ฐานเสียง” พรรคภูมิใจไทย (พรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการ #โกงสว โดยชุด 26) ด้วยสัดส่วน สส. แบบแบ่งเขตของพรรคภูมิใจไทย ในแต่ละจังหวัดที่มี สว. ที่ถูกกล่าวหา โดยใช้ผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นสภาพฐานเสียงก่อนการเลือก สว. ราวหนึ่งปี โดยเกณฑ์นี้สามารถแบ่งกลุ่มจังหวัดที่มี สว. ถูกกล่าวหา รวม 51 จังหวัด ออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ จังหวัดที่ภูมิใจไทยชนะ สส. เขตยกจังหวัด, จังหวัดที่ภูมิใจไทยชนะ สส. บางส่วน และจังหวัดที่ภูมิใจไทยไม่มี สส. ในจังหวัดนั้น ๆ เลย
เมื่อนำการแบ่งกลุ่มจังหวัดดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับเส้นเงิน (เงินโอน) ที่ปรากฏในสำนวนสอบสวนของชุด 26 พบว่า เงินที่ใช้ต่อ สว. หนึ่งที่นั่งเพิ่มขึ้นแบบไต่ระดับตามความอ่อนแอของฐานเสียง โดยจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยครอง สส. ทุกเขต พบเงินโอนเฉลี่ย 1,791 บาทต่อ 1 สว. จังหวัดที่ครองบางส่วนพบเงินโอนเฉลี่ย 30,655 บาทต่อที่นั่ง และจังหวัดที่ภูมิใจไทยไม่มี สส. เขตเลย พบเงินโอนเฉลี่ย 37,100 บาทต่อที่นั่ง – ต่างกัน 18 เท่าระหว่างกลุ่มแรกกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่สองและสาม
(ดูตารางประกอบ)
| กลุ่มจังหวัด (แบ่งตามสัดส่วน สส. เขตของภูมิใจไทย ปี 2566) | จำนวนจังหวัด | จำนวน สว. ที่ถูกกล่าวหาในสำนวนชุด 26 | เงินโอนที่ปรากฏในสำนวนชุด 26 (บาท) | เงินโอนเฉลี่ยต่อ 1 ที่นั่ง สว. (บาท) |
| ภูมิใจไทยครอง สส. เขตทั้งจังหวัด (100%) | 8 | 45 | 80,613 | 1,791 |
| ครองบางส่วน (1–99%) | 20 | 58 | 1,778,000 | 30,655 |
| ไม่มี สส. เขตในจังหวัดนั้นเลย (0%) | 23 | 35 | 1,298,504 | 37,100 |
ข้อมูลข้างต้นค่อนข้างสอดคล้องกับทฤษฎีตามตรรกะ “จ่ายเท่าที่ต้องจ่าย” และตรงกับพฤติการณ์ในรายงานสอบสวนชุด 26 ที่ระบุว่า พรรคการเมืองใช้เครือข่าย สส. ของพรรคในแต่ละจังหวัด เกณฑ์คนลงสมัครตั้งแต่ระดับอำเภอให้ครบ 20 กลุ่มอาชีพทั่วประเทศ โดยยอดเงินโอนสูง ๆ มักโผล่ในจังหวัดที่พรรคขาดฐานเสียง จึงต้อง “เติมโหวตเตอร์” จ้างคนมา “สมัครพลีชีพ” คือมาลงคะแนนให้คนอื่นตามโพยแล้วตกรอบไป
อนึ่ง ความแตกต่าง 18 เท่านี้สำคัญที่ “ทิศทาง” ยิ่งกว่า “ขนาด” แม้อาจมีผู้แย้งว่าจังหวัดฐานที่มั่นอาจเพียงแต่ “ซ่อนเนียนกว่า” ไม่ใช่ “จ่ายน้อยกว่า” แต่ข้อโต้แย้งนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทฤษฎี “จ่ายเท่าที่จำเป็น” ของผู้เขียน กล่าวคือ ยิ่งฐานเสียงแข็ง พรรคยิ่งสามารถจ่ายน้อยและทิ้งร่องรอยน้อย การที่เราแทบไม่พบเงินโอนในกลุ่มบนจึงไม่ใช่หลักฐานความบริสุทธิ์ แต่สอดคล้องกับ “การตอบแทนด้วยตำแหน่งแทนเงิน” ที่ผู้เขียนกล่าวถึงข้างต้น
ผู้เขียนอยากย้ำตรงนี้อีกครั้งว่า ข้อมูลข้างต้นเรียบเรียงจากหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ ตามสำนวนสอบสวนของชุด 26 และความเห็นเลขาธิการ กกต. ที่ iLaw นำมาเปิดเผยเท่านั้น ทั้งหมดยังเป็นเพียง “ข้อกล่าวหา” ที่รอการพิสูจน์ในชั้นศาล
แต่ก็มากเกินพอที่จะเป็น “หลักฐานอันควรเชื่อ” ให้ กกต. ส่งศาลไต่สวนต่อไป
ในแง่ความผิดสังเกต เงินโอนเหล่านี้มี “ความไม่สมเหตุสมผล” ของข้อแก้ตัวผู้โอนหรือผู้รับโอนหลากหลายลักษณะ ผู้เขียนสรุปได้ 4 ลักษณะหลักดังต่อไปนี้
1. เอกสารยืนยันถูกทำขึ้นภายหลัง หรือขัดกับพฤติกรรมจริง
ตัวอย่างจากจังหวัดสงขลา ยะโก๊ป หีมละ สว. สงขลา โอนเงินให้ อับดลเหล๊าะ เต๊ะหละ ผู้สมัคร สว. จากสงขลาเช่นกัน จำนวน 60,000 บาท ในวันที่ 21 มิ.ย. 2567 ผู้โอนอ้างว่าเป็นเงินบริจาคโรงเรียนปอเนาะ แต่ผู้รับไม่เคยถอนเงินไปมอบให้โรงเรียน หนังสือขอบคุณมีรูปแบบแตกต่างกันผิดวิสัย คำให้การเรื่องที่มาของเงินขัดกันเอง และพบการลบข้อความในไลน์ก่อนให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่
อีกกรณี วิวัฒน์ รุ้งแก้ว สว. จากศรีสะเกษ โอนเงินให้ นิรันดร์ บัวศิริ ผู้สมัคร สว. จากจังหวัดเดียวกัน 10,000 บาท ในวันที่ 8 มิ.ย. 2567 ผู้โอนอ้างว่าเป็นมัดจำค่าจัดงานวันเกิดหลานสาว แต่ชุด 26 ไม่พบหลักฐานว่ามีการจัดงานจริง และในรายการคู่ขนาน คือโอนจากคนเดียวกันให้ วีระ สุดสังข์ ผู้สมัคร สว. จากศรีสะเกษเช่นกัน จำนวน 1,000 บาท ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธตอนแรกว่าไม่มีการโอน ก่อนจะพบภายหลังว่ามี
2. อ้างว่าเป็นเงินกู้ยืม แต่ “ลูกหนี้” ขาดความสามารถในการชำระหนี้และแบ่งจ่ายอย่างมีพิรุธ
ในสำนวนความเห็นเลขาธิการ กกต. อ้างอิงการสอบสวนของชุด 26 พบเงินโอนจาก โสภณ มะโนมะยา สว. สงขลาอีกราย ไปยัง ปรีชา วิเศษสินธุ์ จำนวน 200,000 บาท และ อำนาจ กิติโชติ จำนวน 50,000 บาท และ 35,000 บาท (โอนสองงวด) ทั้งคู่เป็นผู้สมัคร สว. จากอำเภอเดียวกันในจังหวัดสงขลา
ทั้งสองกรณีนี้ผู้โอนอ้างว่าให้กู้ยืม แต่ กกต. พบว่า ปรีชาเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูงอยู่แล้ว ไม่มีความสามารถชำระคืนในเวลาอันสั้น ส่วนกรณีเงินโอนให้ อำนาจ ผู้โอนโอนเงินในวันก่อนและวันเลือกระดับจังหวัดพอดี ไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องแบ่งจ่ายหากเป็นเงินกู้ยืมจริง ส่วนหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเองจึงทำย้อนหลังได้โดยง่าย ชุด 26 จึงสรุปว่า เชื่อได้ว่าเป็นการโอนเงินเพื่อจูงใจให้ลงสมัคร สว. ไม่ใช่เงินกู้ยืมจริง ๆ
3. โอนเงินในห้วงเวลาที่อธิบายไม่ได้
ตัวอย่างจากสำนวนความเห็นเลขาธิการ กกต. ที่เข้าข่ายนี้มีอาทิ พบการโอนเงินจาก พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. จากสุรินทร์ ไปยัง ชินโชติ พึ่งแสง ผู้สมัคร สว. จากจังหวัดเดียวกัน จำนวน 3,000 บาท ในวันที่ 17 มิ.ย. 2567 โดยผู้โอนอ้างว่าเป็นค่าขนมคุกกี้ 10 กล่อง กล่องละ 300 บาท ที่ซื้อตั้งแต่ 4 มิ.ย. แต่กลับชำระเงินหลังจากที่เวลาผ่านไปเกือบ 2 สัปดาห์ และหลังทราบผลการเลือกระดับอำเภอแล้ว จึงเชื่อได้ว่าเป็นการจูงใจให้สมัคร สว. หรือให้ลงคะแนนเลือก
อีกกรณีที่เข้าข่ายนี้ เจ้าหน้าที่พบเงินโอนจาก สรชาติ สุวรรณพรหม สว. จากจังหวัดหนองบัวลำภู ไปยังภรรยาของตนเองคือ ภัณนิภา ผาสุก จำนวน 553,600 บาท จากนั้นพบเส้นเงินโอนต่อไปให้ผู้สมัคร สว. อีกหลายคน อาทิ ธัญญรัตน์ สุวรรณพรหม ผู้สมัคร สว. จากจังหวัดเดียวกัน หลายครั้ง ซึ่งผู้โอนอ้างว่าเป็นการชำระหนี้จากธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ แต่การตรวจสอบพบว่าข้ออ้างนี้ไม่มีพยานหลักฐานโดยอ้างว่าเอกสารสูญหาย หลักฐานการโอนเงินอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเก่าที่พังไปแล้ว และเฟซบุ๊กที่ใช้ในการค้าขายไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ล้วนเป็น “ข้ออ้างที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้และง่ายที่จะกล่าวอ้าง” โดยธัญญรัตน์ยังเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงในการเลือกตั้ง สส. ปี 2566 ให้แก่สรชาติอีกด้วย
4. อ้างค่าใช้จ่ายต่างประเภทแต่จำนวนเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์
กรณีเข้าข่ายนี้ที่ผู้เขียนคิดว่า “เหลือเชื่อ” อย่างยิ่ง คือกรณี สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส. ของ สส. สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย โอนเงินให้กับผู้สมัคร สว. จากอำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี 10 คน รวม 32,000 บาท ระหว่างวันที่ 15-16 มิ.ย. 2567 ซึ่งเป็นช่วงวันเลือก สว. ระดับจังหวัด โดยผู้โอนอ้างเหตุผลที่แตกต่างกันสำหรับเงินโอนจำนวนเดียวกันเป๊ะคือ 2,000 บาท ให้กับผู้สมัคร สว. 7 คน (อีก 3 คนที่เหลือได้รับเงินโอน 4,000, 6,000 และ 8,000 บาท ตามลำดับ) ตัวอย่างข้ออ้างมีอาทิ เป็นค่าใช้หนี้ ค่าปุ๋ยใส่ทุเรียน ค่ายาฉีดทุเรียน เช่าพระ ค่าเช่ารถตู้ ค่าซื้อตอไม้ ค่าบริการนวด ฯลฯ ทั้งที่มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ธุรกรรมที่หลากหลายเหล่านี้มาเกิดขึ้นพร้อมกันภายใน 48 ชั่วโมง แถม 7 รายการมียอดตรงกันคือ 2,000 บาท
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง “เงินโอน” (ผ่านบัญชีธนาคาร) ที่ปรากฏในสำนวนชุด 26 และสำนวนรายงานความเห็นของเลขาธิการ กกต. เท่านั้น ยังไม่นับการจ่ายเงินแบบ “เงินสด” อีกหลายรายการตามคำบอกเล่าของพยาน อาทิ การแจกเงินสดพร้อมโพย และ “โบนัส” จ่ายเป็นซองเงินสดหลังการเลือกตั้ง สว. ระดับประเทศ
สำเนารายงานของเลขาธิการ กกต. ไม่ได้ระบุแต่เพียงเส้นเงินมีพิรุธเท่านั้น แต่ยังรวมกรณีที่ “ยกคำร้อง” หลายกรณี เนื่องจากมองว่ามีข้ออ้าง (เหตุผลการโอนเงิน) ที่ฟังขึ้น อาทิ กรณีฟาร์มกุ้งโชคดีที่ตราด มีบิลค่าหิน ค่าน้ำมัน ค่าไม้ไผ่ที่ส่งต่อให้ผู้ขายจริง และโอนทุกวันที่ 1 ของเดือนมาตลอด ส่วนกรณี อาภรณ์ มิตรประสาร รับเงิน 5,000 บาทสองครั้ง พบว่าเป็นเงินพิเศษที่จ่ายพนักงานทุกเดือนตั้งแต่ตุลาคม 2566 เป็นต้นมา
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า “ความสม่ำเสมอ” ของเส้นเงิน และ “เอกสารยืนยัน” ที่สอดคล้องกับเหตุผลและทำขึ้นเองยาก ทั้งก่อนหน้าและหลังวันเลือก สว. แต่ละระดับ คือเบาะแสสำคัญที่ช่วยทำให้เงินโอนแต่ละรายการ “ฟังขึ้น” ว่าไม่เกี่ยวกับการ #โกงสว
ผู้เขียนเห็นว่า ลำพังความผิดปกติของเส้นเงินจากผู้ช่วย สส. สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ไปยังผู้สมัคร สว. ก็เพียงพอที่จะเป็น “หลักฐานอันควรเชื่อ” ให้ กกต. ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ในสำนวนชุด 26 ต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ผู้เขียนอยากตั้งข้อสังเกตถึงความเห็นเลขาธิการ กกต. ที่เสนอยื่นฟ้อง สว. 136 คน ต่อศาล โดยเสนอยกคำร้องในส่วนของ สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยอีก 18 คน รวมทั้งข้อกล่าวหาต่ออนุทิน ชาญวีรกูล และเนวิน ชิดชอบ
เหตุผลในการฟ้อง 18 คนของชุด 26 หลัก ๆ อาศัยพยานซึ่งเป็น อดีต สส. ภูมิใจไทย ผู้ให้การว่ามีการวางแผนในที่ประชุมพรรคให้ สส. จัดหาผู้สมัคร สว. ในจังหวัดสำคัญ เสนอผ่านแฟลชไดรฟ์แบบออฟไลน์ (คือไม่ให้เหลือไฟล์ค้างในเครื่อง) และพยานอีกรายเห็นอนุทินกับเนวินที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ ในเดือนกรกฎาคม 2567 ขณะมี สว. รวมตัวราว 100 คนและมีการเก็บโทรศัพท์
เลขาฯ กกต. ยกคำร้องทั้ง 18 คน ด้วยเหตุผลว่าคำให้การของพยานดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ไม่ใช่ประจักษ์พยาน ไม่มีรายงานการประชุมหรือภาพถ่าย แต่ความจริงก็คือ วิธีการที่พยานบรรยาย ตั้งแต่การใช้แฟลชไดรฟ์ออฟไลน์ การเก็บโทรศัพท์ จนถึงการให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า ล้วนเป็นวิธีที่ถูกออกแบบมา “ไม่ให้เกิดเอกสาร” พอดิบพอดี!
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่า การอ้างว่าเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะยกคำร้องในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากลำพังเส้นเงินระหว่างผู้ช่วย สส. ไปยังผู้สมัคร สว. ก็เป็น “หลักฐานอันควรเชื่อ” มากพอแล้วให้ กกต. ส่งคำร้องทั้ง 229 คน ไปยังศาลฎีกา
เพราะ สส. หรือคนสนิทหรือผู้ช่วยของพวกเขา ในระดับปัจเจกบุคคล ย่อมไม่มีแรงจูงใจใด ๆ ที่จะจ่ายเงินจูงใจผู้สมัคร สว. ด้วยเหตุผลที่ผู้เขียนอธิบายแล้วในส่วนแรกของบทความนี้
ส่วนการตีกรอบการพิจารณาสุดพิสดารของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ ชุด 36 ของ กกต. ที่มีมติยกคำร้องทั้งหมด โดยเฉพาะการกำหนดว่าผู้สมัคร สว. ต้อง “ยินยอมรับการช่วยเหลือ” จากฝ่ายการเมือง จึงจะถือว่าฝ่ายการเมืองมีส่วนผิดนั้น ก็เปรียบได้กับการตีกรอบว่า ถ้าฆาตกรได้รับเงินว่าจ้างจากผู้บงการฆ่า แต่ตีหน้าซื่ออ้างว่าไม่รู้ว่าเงินนี้คือค่าอะไร ผู้บงการฆ่าก็จะลอยนวลพ้นผิด!
เส้นเงินไม่โกหกใคร มีแต่ผู้ใช้อำนาจโดยมิชอบเท่านั้นที่จะแถไถเพื่อกลบเกลื่อนแรงจูงใจของการจ่ายเงิน