ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเผยแพร่บทความ “เส้นเงินไม่โกหก” ภาคแรก ในวันที่ 8 กันยายน 2569 หกวันก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2 ในกรณีส่วนใหญ่) ไม่ฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและนาย เนวิน ชิดชอบ และฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงหนึ่งในสามของผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 (“ชุดที่ 26” เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ กกต. กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ) มีมติเสนอให้ กกต. ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา
ในบทความภาคแรก ผู้เขียนพยายามอธิบายว่า แทบเป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือปัจเจกบุคคลคนไหนก็ตาม จะมีแรงจูงใจที่จะจัดตั้งขบวนการเพื่อให้คนที่ตัวเองนิยมชมชอบได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิก (สว.) เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาอยู่ที่ “เรื่องใหญ่” อย่างการกลั่นกรองกฎหมาย การแต่งตั้งองค์กรอิสระ และการตัดสินใจว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่มี สว. คนใดสามารถให้คุณให้โทษกับ สส. คนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะได้ อีกทั้งกระบวนการเลือก สว. ซึ่งมีทั้งรอบ “เลือกกันเอง” และ “เลือกไขว้” มากถึงสามระดับ (อำเภอ จังหวัด และประเทศ) ทำให้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการ “จัดตั้ง” คนจำนวนมากพอมาสมัครเป็น “ผู้สมัครพลีชีพ” เพื่อรับประกันว่าคนของตัวเองจะชนะ
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นที่ว่าไม่น่ามีบุคคลใดมีแรงจูงใจและอยากจ่ายเงินจำนวนมากพอที่จะ “จัดตั้ง” สว. ทำให้ การ “จัดตั้ง” ดังกล่าวต้องเป็นการตัดสินใจระดับ “องค์กร” อย่างเช่นพรรคการเมือง ซึ่งก็ต้อง “ลงทุน” มากพอเพื่อให้ได้มาซึ่ง “สว. ในสังกัด” จำนวนมากพอที่จะยกมือสนับสนุนวาระของพรรคการเมืองนั้นๆ
ในเมื่อปัจเจกบุคคลไม่น่ามีแรงจูงใจใดๆ ที่จะ #โกงสว ก็แปลว่า เมื่อใดที่เราสืบพบ “เส้นเงิน” จ่ายโดยใครก็ตาม ไปยัง “ผู้สมัคร สว.” ที่ไร้เหตุผลที่ฟังขึ้นว่า ไม่น่าใช่ “ค่าจ้างโหวตตามโพยฮั้ว” หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ #โกงสว แล้วไซร้
กกต. ก็ต้องสอบปากคำผู้รับและผู้จ่าย สืบสาวเส้นเงินย้อนกลับไปเป็นทอดๆ ให้ถึง “เจ้าของเงิน” ตัวจริง นั่นคือ องค์กรที่มีแรงจูงใจเต็มเปี่ยมที่จะ #โกงสว
เมื่อผู้เขียนนำข้อมูลในสำนวนสอบสวนของคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ประกอบกับข้อมูลอีกจำนวนมากที่ iLaw และ สส. ฝ่ายค้านนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ มาเปรียบเทียบกับมติ กกต. เสียงข้างมากในวันที่ 14 กันยายน 2569 ก็พบตัวอย่างมากมาย อย่างน้อย 3 กรณี ที่ทำให้การสั่งไม่ฟ้องฝ่ายการเมือง “ฟังไม่ขึ้น” แม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อดูจากข้อมูลเส้นเงิน
กรณีเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้
สุราษฎร์ธานี – ทีมงานภูมิใจไทยและผู้สมัคร สว. โดนส่งฟ้อง แต่ สส. ในเส้นเงินกลับไม่โดน
ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตในบทความ “เส้นเงินไม่โกหก” ภาคแรก แล้วว่า กรณีที่ “เหลือเชื่อ” อย่างยิ่ง คือกรณี สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส. ของ พิชัย ชมภูพล สส. สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย โอนเงินให้กับผู้สมัคร สว. จากอำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี 10 คน รวม 32,000 บาท ระหว่างวันที่ 15-16 มิ.ย. 2567 ซึ่งเป็นช่วงวันเลือก สว. ระดับจังหวัด โดยผู้โอนอ้างเหตุผลที่แตกต่างกันสำหรับเงินโอนจำนวนเดียวกันเป๊ะคือ 2,000 บาท ให้กับผู้สมัคร สว. 7 คน (อีก 3 คนที่เหลือได้รับเงินโอน 4,000, 6,000 และ 8,000 บาท ตามลำดับ)
ตัวอย่างข้ออ้างที่ผู้รับเงินแจ้งกับชุดที่ 26 ว่าเป็น “เหตุผล” รับเงิน มีอาทิ เป็นค่าใช้หนี้ ค่าปุ๋ยใส่ทุเรียน ค่ายาฉีดทุเรียน เช่าพระ ค่าเช่ารถตู้ ค่าซื้อตอไม้ ค่าบริการนวด ฯลฯ ซึ่งชุดที่ 26 ก็บันทึกในสำนวนว่า ชี้แจงเป็นหนังสือโดยไม่ส่งพยานหลักฐานใดประกอบ
ในความเป็นจริง มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ธุรกรรมที่หลากหลายเหล่านี้มาเกิดขึ้นพร้อมกันภายในหนึ่งวันก่อนวันเลือก สว. ระดับจังหวัด ผู้รับเงินทุกคนล้วนลงสมัคร สว. แถม 8 รายการมียอดตรงกันคือ 2,000 บาท
นายสุบินโอนเงินให้กับผู้สมัคร สว. 10 คน เกือบทุกคนในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 วันเดียวกันกับที่รับเงินโอนรวม 38,000 บาท มาจาก นางสาว นิสิตา หมั่นไชย เสมียนสำนักงานของ สส. พิชัย และก่อนหน้านั้นสามวัน คือในวันที่ 12 มิถุนายน นิสิตาก็ได้รับเงินโอนจำนวน 20,000 บาท จาก สส. พิชัย และอีก 18,000 บาท ในวันที่ 16 มิถุนายน (วันเลือก สว. ระดับจังหวัด) รวมสองยอดเท่ากับยอดเงิน 38,000 บาท ที่นิสิตาโอนให้สุบินพอดี (ดูภาพประกอบด้านล่างจากเฟซบุ๊ก iLaw)

ในบทความภาคแรก ผู้เขียนเห็นว่า ลำพังความผิดปกติของเส้นเงินจากผู้ช่วย สส. สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ไปยังผู้สมัคร สว. ก็เพียงพอที่จะเป็น “หลักฐานอันควรเชื่อ” ให้ กกต. ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ในสำนวนชุดที่ 26 ต่อศาลฎีกาแล้ว รวมถึง สส. พิชัย จากพรรคภูมิใจไทยด้วย เพราะลำพัง สส. เพียงคนเดียวไร้ซึ่งแรงจูงใจใดๆ ที่จะ #โกงสว ดังที่ผู้เขียนแจกแจงเหตุผลไปแล้ว
ดังนั้นจึงเหลือเชื่อที่ สส. พิชัย กลับไม่โดน กกต. ส่งฟ้องด้วย คนที่โดนส่งฟ้องทั้งที่ไม่ใช่ สส. แต่มีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้คือ นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร นักธุรกิจ โดย iLaw สรุปเส้นเงินในส่วนนี้ว่า
“ในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 นิสิตา ได้รับเงินโอนจากวรพจน์ ตั้งพันธ์เพียร 2 รายการ คือ จำนวน 154,000 บาท และ 20,000 บาท เธอระบุว่ากรณีเงินโอนมายังบัญชีธนาคารของเธอรวมจำนวน 174,000 บาทนี้ มาจากกรณีที่วรพจน์ได้ซื้อบูชาพระสมเด็จเกศไชโยเลี่ยมกรอบพระทองจากเธอ เธอให้การว่าได้นำเงินที่วรพจน์ซื้อพระจากเธอไปซื้อ “วัวพันธุ์” ต่อจากสุบินในราคา 36,000 บาท เธอยืนยันว่า เธอและสุบินเป็นญาติกัน”
นิสิตายังให้การด้วยว่า พิชัย “เป็นผู้ชักชวนวรพจน์ให้ร่วมลงทุนในธุรกิจสวนปาล์มของ เยาวภา ชมภูพล ภรรยาของพิชัย และให้วรพจน์โอนเงินลงทุนเข้าบัญชีของนิสิตาแทน อย่างไรก็ดี วรพจน์เคยให้การว่า รู้จักกับพิชัย ชมภูพล ในฐานะเพื่อนมามากกว่า 10 ปี”
ดังนั้นจึง “ฟังไม่ขึ้น” อย่างยิ่ง ที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเส้นเงินทั้ง 11 คน จะโดน กกต. ส่งฟ้อง แต่ สส. พิชัย ชมภูพล ซึ่งสำนวนชุดที่ 26 เรียกว่า “นายหัว” กลับไม่โดน!
เมื่อ สส. ในเส้นเงินกลับไม่โดนฟ้อง ก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่า กกต. เสียงข้างมากจงใจ “ตัดตอน” เพื่อไม่ให้สาวไปถึง “ต้นสังกัด” ของ สส. คือพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่?
นครพนม — ตั๋วเครื่องบินราคาเท่ากันเป๊ะ เดินทางไปยังสถานที่ทำโพยฮั้ว แต่คนจัดโพยไม่โดน
กลุ่มนครพนมเป็นกลุ่มที่อธิบายได้ง่ายที่สุดว่า เหตุใด กกต. จึงฟ้องคนที่อยู่นอกรายชื่อ 229 คน ของชุดที่ 26 โดยสำนวนการไต่สวนของชุดที่ 26 บันทึกว่า นายสิทธิกร ธงยศ สว.นครพนม ผู้ถูกร้องที่ 127 อ้างว่าได้นัดผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศของจังหวัด 7 ราย มาพบที่โรงงานคอนกรีตของตนเองที่อำเภอบ้านแพง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 แต่ละคนจ่ายเงินสดคนละ 4,120 บาทเท่ากันทุกคนเพื่อ “ฝากซื้อตั๋วเครื่องบิน” โดยให้พนักงานของเขาเป็นคนกลาง แล้ววันรุ่งขึ้นเขาโอน 31,000 บาทจากบัญชีตัวเองเข้าบัญชีบริษัททัวร์ เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินไปกรุงเทพฯ
ปลายทางของเที่ยวบินคือ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสำนวนระบุว่าเป็นสถานที่จัดทำโพยฮั้วแห่งหนึ่ง ซึ่งคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 สามารถยืนยันด้วยพยานหลักฐานที่ไม่ขึ้นกับคำให้การ รวมถึงพิกัดโทรศัพท์ของสิทธิกรที่โรงแรมระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน
เอกสารสรุปความเห็นของเลขาธิการ กกต. ชี้ว่าข้ออ้างเรื่องการฝากซื้อตั๋วนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะวันที่นัดเก็บเงินนั้นยังไม่ทราบราคาตั๋ว นอกจากนี้ “มีพยานผู้สมัคร สว. ยืนยันว่า สิทธิกร ธงยศ โทรศัพท์มาหาและบันทึกเสียงการสนทนาไว้ โดยสิทธิกรพูดคุยเรื่องการจัดตั้งกลุ่มในการลงคะแนน เสนอเงินให้จำนวน 1 ขีด (100,000 บาท) โดยจะมัดจำก่อนจำนวนครึ่งขีด (50,000 บาท) และจะออกค่าที่พักค่าเครื่องบินให้ พร้อมเสนอตำแหน่งผู้ช่วย สว. ผลการตรวจพิสูจน์คลิปเสียงและคลิปภาพและเสียงไม่พบร่องรอยการตัดต่อ โดยในวันเดียวกันสิทธิกรยังโทรศัพท์ชวนผู้สมัคร สว. อีกคนหนึ่งและบอกว่าจะให้ค่าเสียเวลา 2 ขีด”
จากมติ กกต. เสียงข้างมากที่ส่งฟ้อง 77 คน พบว่าทุกคนในกลุ่มนครพนมโดนส่งฟ้องทั้ง 8 คน รวม สว. สิทธิกร และรวม บรรจบ พรหมลา ผู้สมัคร สว. ที่อ้างว่าจ่ายเงินสดแล้วไม่ได้ขึ้นเครื่องบินไปด้วย เพราะ “การให้สำเนาบัตรประชาชนแก่สิทธิกรก็ถือว่าเป็นการรับประโยชน์แล้ว” ในเอกสารสรุปความเห็นเลขาธิการ กกต. ก่อนหน้านี้

สว. ที่โอนค่าตั๋วเครื่องบินโดนส่งฟ้อง ผู้สมัคร สว. ทุกคนที่อ้างว่า “ฝากซื้อตั๋ว” โดนส่งฟ้อง แต่ “ผู้จัดทำโพยฮั้ว” ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา จุดหมายปลายทางและเป้าหมายที่แท้จริงของการซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัครทั้งกลุ่ม กลับไม่อยู่ในคำสั่งฟ้องของมติ กกต. เสียงข้างมาก!
ความไร้เหตุผลนี้จะยิ่งปรากฎชัดในตัวอย่างสุดท้ายของผู้เขียน – เส้นเงินกลุ่มลำพูน
ลำพูน — ลำเลียงผู้สมัครจากเหนือลงใต้เพื่อสอนจำโพยฮั้ว แต่คนจัดโพยไม่โดน (อีกแล้ว!)
กลุ่มลำพูนมีหลักฐานมัดตัวที่ภูมิศาสตร์ ข้อมูลโทรศัพท์ และการบรรยายพฤติการณ์อย่างละเอียด นอกเหนือจากเส้นเงินที่พบการโอนรวม 21,000 บาท ให้กับผู้สมัคร สว. จังหวัดลำพูน 7 คน แบ่งเป็น 9,000 บาทช่วง 14–16 มิถุนายน และ 12,000 บาทช่วง 22–25 มิถุนายน 2567
มีพยานให้การว่าหลังผ่านการเลือกระดับจังหวัด ผู้สมัคร สว. ที่มีสิทธิเลือกระดับประเทศของจังหวัดลำพูนถูกพาเดินทางด้วยรถตู้สองคัน ลงใต้มายังบริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) (หุ้น SNNP ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในช่วงเช้าวันที่ 25 มิถุนายน 2567 โดยมีข้อมูลไทม์ไลน์ Google Maps ของพยานยืนยันว่าอยู่ที่นั่นตั้งแต่ราวเจ็ดโมงครึ่ง โดย นายอาทร โยธา ผู้ถูกร้องที่ 216 ซึ่งตกรอบไปตั้งแต่ระดับอำเภอ เป็นคนเรียกให้เข้าไปในห้องประชุม พบผู้มีสิทธิเลือกจากลำพูนราว 12 คน จากนั้นนายวิเชียร ชัยสถาพร ผู้ถูกร้องที่ 108 (ปัจจุบันเป็น สว. ลำพูน) มาถึงและแจ้งให้รอนายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ผู้ถูกร้องที่ 104 (ปัจจุบันเป็น สว. เชียงใหม่) อีกราวครึ่งชั่วโมง เมื่อมาถึงจึงแจ้งว่าจะให้เจ้าหน้าที่มาชี้แจงวิธีเลือก โดยมีเจ้าหน้าที่อยู่ในห้องพร้อมกับผู้ถูกร้องทั้งสอง แล้วให้ทุกคนเปิดหน้าหลังสุดของสมุด สว.3 เขียนโพยฮั้วและสอนวิธีจำโพย
สิ่งที่ทำให้กลุ่มลำพูนมีหลักฐานหนักแน่น คือ โพยฮั้วที่เขียนกันในโรงงานแห่งนี้มีหมายเลขตรงกับโพย “ชุดกลาง” ชุดเดียวกับที่เขียนกันที่นครนายก ปทุมธานี และอยุธยา คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 จึงวินิจฉัยว่าคำให้การของพยาน “สอดคล้องกับลักษณะและรูปแบบเดียวกันในการจัดทำโพยฮั้ว” ที่สถานที่อื่น จึงเชื่อได้ว่ามีขบวนการจัดประชุมเพื่อทำโพยที่บริษัทแห่งนี้จริง นอกจากนี้ ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ยังสอดรับกับคำให้การของพยาน พบผู้ถูกร้องทั้งในพื้นที่บริษัทและที่โรงแรมธาราแกรนด์ ปทุมธานี ในช่วงเวลาเดียวกัน
คำถามที่ตอบไม่ได้ด้วยเหตุผลทั่วไป (ที่ไม่ใช่การ #โกงสว) ก็คือ เหตุใดผู้สมัคร สว. จากจังหวัดทางภาคเหนือจึงต้องนั่งรถตู้หลายร้อยกิโลเมตรลงใต้ มาเขียนตัวเลขลงเอกสารราชการในโรงงานของผู้สมัคร สว. อีกคนหนึ่ง และทำไมผู้สมัคร สว. อีกคนที่ตกรอบไปแล้วอย่างนายอาทร จึงทำตัวเป็น “หัวคะแนน” ของกลุ่มนี้ – หลักฐานทั้งหมดนี้ส่งผลให้คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 และเลขาธิการ กกต. เห็นควรส่งฟ้องทั้งกลุ่ม (ดูภาพประกอบด้านล่าง) รวม 8 คน

จากสามกรณีที่ผู้เขียนยกมาข้างต้นที่มีเส้นเงินและพฤติการณ์ชัดเจนจน “ข้ออ้าง” ของเหตุผลการโอนเงินล้วนฟังไม่ขึ้น ทั้งสุราษฎร์ธานี นครพนม และลำพูน เชื่อว่าผู้อ่านคงเห็นตรงกับผู้เขียนว่า ดูเหมือน กกต. เสียงข้างมาก จะจงใจ “ตัดตอน” อย่างน่าเกลียด
ความน่าเกลียดประการแรก ไม่ฟ้อง สส. ไม่ฟ้องผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยและเนวิน ชิดชอบ ในข้อหาตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561
“กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทําการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทําให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น”
ความน่าเกลียดประการที่สอง ไม่ฟ้อง สว. ที่ถูกระบุหมายเลขใน “โพยฮั้ว” 137 ราย ในข้อหาตามมาตรา 76 วรรคสอง
“ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น”
ทั้งที่ไม่มีทางที่เส้นเงินในกลุ่มสุราษฎร์ธานี นครพนม ลำพูน และกรณีอื่นๆ อีกมากมาย จะปรากฏเป็นหลักฐานให้ กกต. ส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องได้ ถ้าหากไม่มี “พรรคการเมือง” ที่จะได้ประโยชน์จากการ #โกงสว จนครอบงำวุฒิสภาได้ เป็น “ผู้บงการ” และ “เจ้าของเงิน” ตัวจริงในขั้นสุดท้าย
ไม่มีทางที่จู่ ๆ เงินจะลอยลงมาจากอากาศโดยไร้ซึ่งแรงจูงใจของผู้จ่ายและผู้รับ และแรงจูงใจในมหกรรม #โกงสว ครั้งนี้ ก็ชัดยิ่งกว่าชัดจาก “เส้นเงิน” ทั้งหลาย รวมถึง “พฤติกรรม” ที่เกิดขึ้น ณ ปลายทางของการรับเงิน